"ฮิญาบ" อยู่ในหลักการของอิสลามหรือไม่?


ฮิญาบคืออะไร?

ความหมายของคำว่า  “ฮิญาบ”  ในภาษาไทย มีดังตัวอย่างข้างล่างนี้

“ฮิญาบ”  มีความ หมายว่า  “ฉาก, ฉากญี่ปุ่น, เครื่องกำบัง, การปกคลุม, ม่าน, ใส่ม่าน, มุ้ง, แต่งกาย, เสื้อผ้า”,   วิธีการจัดเสื้อผ้า,ที่กั้น, กำแพง, ผนัง, ฝา, สิ่งที่กั้นออกเป็นคนละส่วน

คำ “ฮิญาบ”  นี้มีใช้อยู่ในอัลกุรอานอยู่หลายแห่ง แต่ไม่มีสักแห่งเดียวเท่า
ที่ทราบ ใช้ในความหมาย ของ “ผ้าคลุมศรีษะ”  ความหมายต่างๆของคำ

ว่า “ฮิญาบ” ในอัลกุรอานมีดังต่อไปนี้…

และระหว่างสถานที่ทั้งสองนั้นมีผนังกั้น (๗..๔๖)

ถามเขาอยู่ข้างหลังม่าน  (๓๓....๕๓)

โดยม่านแห่ง(ความมืด) (๓๘..๓๒)

และมีม่านกั้นอยู่ระหว่างเราและท่าน(๔๑...๕)

เบื้องหลังม่าน (๔๒…๕๑)

ม่านที่ไม่สามารถมองเห็นได้(๑๗…๔๕)
(หมายถึงมีสิ่งกีดกั้นที่มองไม่เห็นอยู่ระหว่าง ท่านรอซูลล์และผู้ไม่ศรัทธา)

ม่านกั้น (๑๘..๑๗)
(นางได้เอาม่านกันระหว่างนางกับเขาเหล่านั้น)

ถ้าคำว่า “ฮิญาบ” หมายถึงผ้าคลุมศรีษะ, ที่อ้างกันแล้ว
ดังนั้นในกรุอาน อายะห์  ๒๔..๓๑ พระองค์อัลลอฮ์คงจะต้องใช้
คำว่า “ ฮิญาบ"  แทนที่จะใช้คำว่า " คิมัร"
จากประโยคข้างล่างนี้

"วัลยัดริบนะ บิคุมุริฮินนะ อะลายุยูบิฮินนะ"

และเขาผู้หญิงเหล่านั้นควรจะ (หรือจะต้อง) ดึงผ้าคลุม(คลุมศีรษะ, คลุมไหล่) ลง มาปกปิดทรวงอก ของเขา

โปรดเข้าใจประโยคนี้ให้ดีว่า ในประโยค นี้ไม่มี ความ
หมายว่า “ให้ดึงผ้าคลุมส่วนไหนของร่างกายมาคลุมศีรษะ”

แต่หมายความความว่า “ให้ดึงผ้าที่เธอคลุมศีรษะอยู่แล้ว
ตั้งแต่สมัยก่อน “อัลกุรอาน” ลงมาปกปิดทรวงอกของเขาเหล่านั้น

ดังนั้น การอ้างอายะ 24:31 ว่า เป็นโองการสั่งให้มุสลิมหญิง คลุมศีรษะจึงเป็นการบิดเบือน ข้อความในอายะนี้    ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ “การสวมฮิญาบ” จึงเป็นประเพณี  ดั้งเดิม ของอรับ ไม่ใช่หลักการ ของศาสนา  
     
               ไม่ว่าสุภาพสตรีมุสลิมจะสวมฮิญาบหรือไม่,  ไม่ใช่ข้อสำคัญของผู้เขียน   ผู้เขียนไม่มีความข้องใจอะไร เพราะ ถ้าสวมเป็นแฟชั่น ก็ดูสวยงามดี  บางครั้งเพิ่มความมีเสน่ห์  แก่ผู้สวมเสียอีก

                 ความสำคัญอยู่ที่ ถ้าไม่มี  กฏบังคับ  ในอัลกุรอาน ว่า หญิงมุสลิมจะต้อง สวม "ฮิญาบ" แล้ว เราไม่ควรจะ  ไปต่อเติม, และนำมาขู่หรือ หลอกลวง ว่า เป็นหลักการของศาสนาอิสลาม  ถ้าสวมฮิญาบแล้ว จะได้ขึ้นสวรรค์  หรือหลอกลวง ว่า ฮิญาบเป็นผ้าจากสรวงสวรรค์ที่ อัลลอฮ์ประทานมา  ซึ่งเป็นการไม่สมควร และเป็นการบิดเบือนข้อแท้จริง ของหลักการของอิสลาม

                    สตรีมุสลิม ควรที่มีสิทธิ ที่ จะตัดสินใจเอง ว่า จะสวม ฮิญาบ เพื่อ เป็น แฟชั่น  อรับ  หรือ แฟชั่น ตะวันตก  หรือจะไม่สวมก็ได้ เพราะ ไม่ใช่หลัก การของ ศาสนา แต่เป็น  ประเพณี อรับ   แม้แต่ใน    อเมริกา หญิง คริสเตียน   บางคน  ก็สวม ฮิญาบ   ตาม ประเพณี และบางคนก็ไม่สวม  

             การ  สวม"ฮิญาบ"  เพราะ เป็น  ประเพณี ท้องถิ่น  เช่น  ประชาชน  ทางภาคใต้ของไทย มองดูแล้วสวยงามดี และเป็นสิ่งเหมาะสมตาม ภูมิภาค   การสวมฮิญาบ  เป็น การแต่งกาย  ของสตรีที่สวยงาม เพราะ  "ฮิญาบ" มีหลากสี   และ แบบ ต่างๆ  มีใน ประเทศไทย  มานานแล้ว  นิยมสวมกัน  ไม่ว่าจะเป็น ผู้นับถือศสนาใด  แต่ สวม กัน เป็นแฟชั่น   เราเรียกกันว่า  "ผ้าคลุมผม"  ส่วนมากจะสวมกัน เวลาไปตาก  อากาศ ชายทะเล หรือ ไปเที่ยว ในประเทศกลุ่มอรับ ที่มีลมและฝุ่น  จากทะเลทราย,    เราจะเห็นว่า หญิงและ ชายอรับ มีเครื่อง แต่งกาย คลุมร่างกาย ตามลักษณะ ภูมิประเทศของเขา เพื่อป้องกัน ลมและฝุ่น  ทราย จากสภาพแวดล้อมของเขา

         สภาพสิ่ง แวดล้อม ในกรุงเทพฯ ฮิญาบก็มีประโยชน์ ในการ   ป้องกัน ฝุ่นผสมกับไอน้ำมัน จากรถยนตร์ จะมาจับเส้นผมของหญิง  และชาย ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ของเมืองไทย ในปัจจุบันนี้   การสวมฮิญาบ ช่วยในการประหยัด ไม่ต้องสระผมทุกๆวันที่ออกนอก บ้าน การคลุมศีรษะ มีประโยชน์ ในทางสุขภาพ การคลุมศีรษะ ไม่ได้มีประโยชน์  ในการ ช่วยให้ ผู้สวมไปสวรรค์ อย่างที่ครูสอนศาสนา อิสลาม ใช้สอนกันอยู่ ทุกๆวันนี้

            ประโยชน์ของ ฮิญาบ เราจะเห็นได้ ในเมืองไทย, ตามสนามกอล์ฟ ทุกๆแห่ง หญิงวัยรุ่น ที่ทำงานเป็น “แคดดี” ผู้แบกถุงกอล์ฟ ให้ นักกอล์ฟ จะคลุมฮิญาบ เห็นแต่ใบหน้ากลม บางคนก็ คลุมใบหน้าเปิด แต่นัยน์ตาเท่านั้น เมื่อเวลาแดดจัด และอีกแห่งหนึ่ง คือ เวลา ดำนา หรือ ลงกล้า สตรีที่ทำงานในทุ่งนา จะแต่งตัว สีดำ และคลุมศีรษะด้วยฮิญาบ สีดำ คลุมศรีษะตลอดจนใบหน้า ลำคอ และทรวงอกทั้งร่างกาย

                    สุภาพสตรีที่ทำงาน ตามสถานที่ ดังกล่าว แต่งกายเช่นเดียว  กัน คือ “สวมฮิญาบ” และ คลุมร่างกาย เช่นเดียวกับ หญิงที่อยู่ใน  ภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลอย่างเดียว คือ “เพื่อความปลอด ภัยทางสุขภาพของร่างกาย”

ฮิญาบมีประโยชน์อย่างไรในทางการแพทย์อย่างย่อๆ?

1. ป้องกันผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนอายุที่สมควร
2. ป้องกัน รังษีของสนามแม่เหล็กที่แผ่จากแสง
อาทิตย์(electromagnetic radiation)
3. ป้องกัน  รังษีอุลตราไวโอเล็ต ที่มากเกินไป ที่จะ
ทำให้เกิด มะเร็งผิวหนังได้
4. ป้องกันการเกิด ไฝดำ (ฺBlack moles)
ซึ่งเป็นกำเนิดของมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง และป้องกัน ผิวหนัง  แข็งและแตกกร้าน(solar keratoses)

5. ในประเทศ ออสเตรเลีย มะเร็งผิวหนังมีจำนวน สูงมาก กว่า ทุกประเทศ มากกว่า ประเทศที่อยู่ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ เพราะ ชาวออสเตรเลียน ไม่ใช่เป็นคนพื้นเมือง แต่เป็นคนผิวขาว ซึ่ง มีสาร ใต้ผิวหนัง เรียกว่า เมลานิน น้อยมาก สารเมลานินนี้ เมื่อถูกแสงแดดจะทำให้ผิวหนังดำ และ ช่วยในการป้องกันมะเร็งผิวหนัง  การแต่งกายแต่งแบบยุโรปของชาวออสสเตรเลีย ไม่ได้มีการคลุมเหมือนชาวอรับ จึงทำให้ผิวหนังถูก แสงแดดมาก ทำให้เกิด โรค มะเร็งผิวหนังมากดังกล่าวแล้ว   นี่คือเหตุผล   ที่ชาวอรับสวมฮิญาบ  ไม่มีเหตุผลอื่นใดใน แง่ของศาสนา

               ในแง่ศาสนาอัลกุรอานวางหลักการ การแต่งกายของ หญิง และ ชาย ไว้อย่าง รัดกุม และง่ายต่อการปฏิบัติ,  อัลกุรอานสอนให้ปกปิดของ สงวนอย่าแต่งตัวให้ อุดจาด  ถ้าผู้หญิงที่อยู่ในบ้าน แต่ง ตัว ตาม สะดวก  เวลาออกจากบ้าน ก็ให้ใส่เสื้อคลุม สิ่งที่อุดจาด อนาจาร  แต่ไม่ได้กล่าว  ว่า จะต้องคลุมอย่างไร?  การนุ่งกางเกง การสวมกระโปงยาว เลย  หัวเข่า การสวมเสื้อปิดคอ หรือ เสื้อขอตื้น  แขนยาว หรือแขน สั้น  ตามสมัยปัจจุบัน  การนุ่งกางเกงที่ ไม่รัดจนเห็นร่องรอย ของร่างกาย  คือ การปิดบังส่วนอุดจาดอนาจาร  ย่อมไม่ขัดต่อหลักการของอิสลาม

            มุสลิมบางท่านกล่าวว่า ไม่ว่าความหมายของอัลกุรอานจะวาง  ไว้อย่างไร  “ฮาดีษ” กล่าวไว้ว่าอย่างไร เราก็ต้องตามฮาดีษ   ในที่นี้ เรา ต้องเข้าใจว่า ฮาดีษ คืออะไร ? และ เป็นฮาดีษ ของ “อัลลอฮ์” หรือ ของ “มนุษย์”  และถ้าเป็นของมนุษย์  “เป็นของท่านรอซูลที่แท้จริง”   หรือเป็น “ของอีหม่ามทั้งหลาย ที่อ้างว่าได้ยินว่าท่านรอซูลล์กล่าวว่า”,  หรือเป็นของอีหม่ามที่ได้ยินมาว่ามีผู้ได้ยินมาว่า ท่านรอซูลกล่าวว่า, ได้ยินมาจาก เรื่องที่เขาเล่าว่า, เขาได้ยินมาว่า ฯลฯ”
 ไม่ว่าจะ อยู่ในกรณีใด “ฮาดีษ” ของอัลลอฮ์  “อัลกุรอาน” คือ “ฮาดีษ” ที่แท้จริง, สมบูรณ์ที่สุด และ เป็น “ฮาดีษ” ที่มุสลิมจะ ต้องใช้เป็นหลักปฏิบัติ ในศาสนาอิสลามเท่าน้น  การใช้ สิ่งใดมา สอดแทรกใน “ฮาดีษ” ของ อัลลออ์ (อัลกุรอาน) ถือเป็นการสร้าง ภาคี ซูเราะฮฺ อัลญาซียะอฺ อายะ 6 ที่กล่าวว่า

“สิ่งเหล่านั้นคือ ปรากฏการมหัศจรรย์(บัญญัติ อัลกุรอาน) ของพระองต์อัลลออฮ์ ที่เราได้อธิบายต่อเจ้าโดยละเอียดด้วยความแท้จริง, แล้วยังจะ มี “ฮาดีษ” (1) ใดๆ อีกหรือ ที่นอกเหนือ ไปจาก “พระองค์อัลลอฮ์” และ “พระบัญญัติของพระองค์" (อัลกุรอาน),  ที่เขาทั้งหลายยังคง มีความศรัทธา อยู่อีก ?” (๔๕..๖)
(1)…..
คำว่า “ฮาดีษ”  ในที่นี้หมายถึง ข้อความ, คำประกาศ, คำบอกเล่า, คำพรรณนา, เรื่องที่เล่ากันต่อๆมา

เหตุที่คำว่า  "ฮาดีษ " ถูกนำมาใช้ในที่นี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า “อัลกุรอาน” เป็นสิ่งที่ถูกประทานให้ โดย "พระองค์อัลลออ์",ไม่ ใช่เป็นเรื่องบอกเล่า     โดย   มนุษย์   ที่มุสลิมส่วนใหญ่   ยึดถือ ปฎิบัติ แทน "อัลกุรอาน"  หรือควบคู่ไปกับ "อัลกุรอาน" หรือแม้ กระทั้งนำใช้ในการอธิบาย  "อัลกุรอาน"


รูปภาพแสดงชนิดของฮยาบชนิดต่างๆที่ใช้มาก่อน "อิสลาม"

แก้ไขเมื่อ 01 พ.ค. 47 19:36:26

แก้ไขเมื่อ 01 พ.ค. 47 19:35:19

 
 

จากคุณ : แมทท์ - [ วันแรงงาน 19:05:09 ] ส่งภาพนี้เข้ามือถือ

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

“ภาพนี้คือการแต่งกาย ในยุคญาฮิลิยะฮฺ ก่อน สมัยอิสลาม จะเห็นตัวอย่างได้ จากการแต่งตัวของ หญิง ชาวตอลิบานซึ่ง ยังคงรักษาประเพณี ดั้งเดิมอยู่ในปัจจุบัน”

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ วันแรงงาน 19:09:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2 ส่งภาพนี้เข้ามือถือ


เช่นเดียวกัน
“ภาพนี้คือการแต่งกาย ในยุคญาฮิลิยะฮฺ ก่อน สมัยอิสลาม จะเห็นตัวอย่างได้ จากการแต่งตัวของ หญิง ชาวตอลิบานซึ่ง ยังคงรักษาประเพณี ดั้งเดิมอยู่ในปัจจุบัน”

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ วันแรงงาน 19:10:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3 ส่งภาพนี้เข้ามือถือ

ภาพนี้ คือ ภาพของ "ราชินี นูร์"  แห่ง จอร์แดน  มุสลิม และ ชาวอรับ โดยกำเนิด พระองค์ไม่สวมฮิญาบ เพราะ ไม่ใช่  หลักการในศาสนาอิสลาม

แก้ไขเมื่อ 02 พ.ค. 47 12:15:34

แก้ไขเมื่อ 02 พ.ค. 47 12:14:43

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ วันแรงงาน 19:14:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

แก้ไขเมื่อ 01 พ.ค. 47 19:43:31

แก้ไขเมื่อ 01 พ.ค. 47 19:42:26

แก้ไขเมื่อ 01 พ.ค. 47 19:41:49

จากคุณ : แมทท์ - [ วันแรงงาน 19:41:29 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 5

ภาพนี้ คือ ภาพของ "ราชินี นูร์"  แห่ง จอร์แดน  มุสลิม และ ชาวอรับ โดยกำเนิด พระองค์ไม่สวมฮิญาบ เพราะ ไม่ใช่  หลักการในศาสนาอิสลาม

แก้ไขเมื่อ 02 พ.ค. 47 12:19:02

แก้ไขเมื่อ 01 พ.ค. 47 19:54:39

 
 


จากคุณ : แมทท์ (แมทท์) - [ วันแรงงาน 19:45:43 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

"สุภาพสตรีอิหร่านเดินขบวนต่อต้านการถูกบังคับให้สวมฮิญาบ"
Iranian women protested Khomeini's statement regarding the veil.(8 March 1979)

 
 


จากคุณ : แมทท์ (แมทท์) - [ วันแรงงาน 19:47:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

การแต่งกายตาม ประเพณีชาวอรับ "ถ้าเป็นหลัการศาสนาแล้ว สตรีมุสลิมต้องแต่งกายเหมือนเช่นนี้กันหมดทุกประเทศ

 
 


จากคุณ : แมทท์ (แมทท์) - [ วันแรงงาน 19:53:28 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

               

        แต่สิ่งที่ ชายมุสลิมจะต้องจำให้ขึ้นใจเข้าสมองไว้คือ  “อายะห์ 24:30” ซูเราะห์ อันนูรฺ อายะห์ 30

  "(มูฮัมมัด)จงบอกแก่ชายผู้มีศรัทธาทั้งหลายให้หลบสายตาลงต่ำ และสำรวมตัว(รักษาความบริสุทธิ์) ซึ่งจะ ให้เขาทั้งหลายพ้นจากมลฑิล  พระองอัลลอฮ์ ทรงทราบดีในการกระทำของเขา "(24:30)

  ถ้า ชายมุสลิมทั้งหลาย  ที่เคร่งครัด ใน อายะห์ 24:31 นั้น  จะเริ่มต้นบังคับใจตนเอง และ ฝึกหัดความอดกลั้น ความรู้สึกทางเพศของตนเอง ให้ยึดอยู่ใน คำสั่งของอัลลอฮ์ ตามอายะที่24:30 แล้ว  สุภาพสตรีมุสลิมก็สามารถที่จะใช้สิทธิ์ของเธอในการแต่งกายตามที่ “อัลลอฮ์”  ได้มีความเมตากรุณา บัญญัติไว้ให้เธอ  โดยทีไม่มีชายผู้ใดที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งความ รู้สึกทางเพศของตนเอง(ความใคร่)   คอยจับตามอง และคอยจับผิดในการแต่งกายของเธอ  แล้ว  ปัญหาเรื่องสุภาพสตรีมุสลิมควรจะแต่งตัวอย่างไรก็ จะไม่เกิดขึ้น ในสังคมมุสลิม เพราะมุสลิมทั้งสองเพศย่อมจะต้องรับ ผิดชอบ ต่อ จรรยามารยาทและ ข้อห้ามในทางเพศ ในสังคม ที่มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน อย่างแจ้งชัดอยู่แล้ว
สำหรับท่านมุสลิมชายทั้งหลายที่คอยมองจับผิดสุภาพสตรีมุสลิมเรื่อง เธอจะคลุม “ญิฮาบ” หรือไม่นั้น  โปรด นึกถึง อัลกุรอานอายะห์ 24:30 ไว้  และถ้าปฏิบัติไม่ได้ ก็ไปอาบน้ำเย็นๆ สักพัก   หรือไม่ก็ลองบังคับให้   คนรัก ของคุณๆ แต่งตัวอย่างในรูป นี้  ซึ่งเป็นรูป ที่ “ การแต่งตัวที่ถูกต้องของมุสลิมะห์ ที่บรรยายใน ฮาดีษ  ซอฮิฮ์ บุคอรี” โปรด อย่าทำอะไรครึ่งๆกลางๆ   เพราะในฮาดีษบอกว่าให้ คลุมให้หมด และ โผล่มาแต่ นัยน์ตาสองข้างเท่านั้น”     แต่ถ้าคลุมแต่ศีรษะ ก็คงผิดหลักไปจากฮาดีษ  ดังนั้น ถ้าจะยึดถืออะไรก็ต้องทำให้ครบครันตามที่อีหม่ามบุคอรีเขียนไว้.  
   การแต่งตัวของสุภาพสตรี ที่ จะคลุมศรีษะหรือไม่ ให้เธอตัดสินใจเอง เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหลักการของศาสนาอิสลามเลย ไม่มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอานทีใดเลย  

แก้ไขเมื่อ 02 พ.ค. 47 01:26:22

แก้ไขเมื่อ 01 พ.ค. 47 20:07:48

จากคุณ : แมทท์ (แมทท์) - [ วันแรงงาน 20:05:10 ]

 
 

ความคิดเห็นที่ 9

คุณแมทท์
ถ้ามุสลิมส่วนมาก มีความเชื่อประกอบด้วยปัญญาแบบคุณก็ดีสิ

แต่ผมไป Web แห่งหนึ่ง เห็นเขาประนาม คนที่มีความคิดแบบคุณเหลือเกิน
(web ไหนคุณคงพอทราบ)


จากคุณ : ทองเค - [ 2 พ.ค. 47 09:22:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 10

ขอความสันติจงมีแด่คุณ ทองเค
ข้อเขียน ของผมไม่มีเจตนา จะเปลี่ยนความ คิดมุสลิมผู้ใด มีมุสลิมไทย จำนวนมากที่ คิดเช่นเดียวกับผม แต่เขาไม่กล้าออก ความเห็น ทั้งนี้ เพราะ เกรงว่าจะขาดเพื่อนฝูง และถูกตัดออก จาก สังคม มุสลิม
เจตนาของผมต้องการจะให้ พีน้อง ชาวไทย ร่วมชาติ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม เข้าใจ หลักการ ของอิสลาม ให้ถูกต้อง เพื่อ การอยู่ร่วม กัน อย่าง สงบ เท่านั้น
มีพี่น้องมุสลิมบางท่าน พยายามจะให้ผมลบข้อเขียนทิ้งไป เพราะว่าจะทำให้เกิด การแตกแยก ผมก็ไม่ทราบว่า ด้วยเหตุผลใด ที่ การนำหลักการที่แท้จริง มาอธิบาย เป็นการ ทำให้เกิดการ แตกแยก นอกเสียจากว่า การเข้าใจผิด และขาดความเข้าใจ ว่า หลักการของศาสนา กับประเพณีนั้น ไม่เหมือนกัน


 
 


จากคุณ : แมทท์ (แมทท์) - [ 2 พ.ค. 47 11:49:58 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 11

เข้ามารับความรู้ครับ

จากคุณ : ยังอยากเป็นคนไทยอยู่ - [ 2 พ.ค. 47 13:27:25 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 12

สวัสดีครับ คุณแมทท์

จำได้มั้ยครับ คุณเคยกล่าวว่า อย่าได้ถือตามคำสอน หรือความเห็น ของผู้รู้ทั้งหลาย เพราะมันอาจทำให้คุณหลงออกนอกแนวทางศาสนาที่แท้จริง และผมก็กล่าวตอบว่า สิ่งที่คุณทำมันก็ไม่แตกต่างกัน เพราะมันก็เป็นการตีความตามความเข้าใจของคุณเช่นกัน

สิ่งใดที่กุรอาน ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจน นั้นย่อมหมายถึงการเปิดกว้างให้เกิดการใช้ปัญญาตริตรองเอา โดยวางอยู่บนพื้นฐานของการศรัทธาและหะดิษของท่านศาสดา ส่วนสิ่งใดที่ถูกระบุไว้อย่างชัดแจ้ง นั้นย่อมหมายถึง สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อสงสัย

สตรี มุสลิมนั้น อนุญาตให้เปิดเผยเพียงใบหน้า และฝ่ามือเท่านั้น ดังนั้นผมเห็นว่า การคลุมฮิญาบ เป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว โดยที่ไม่คำนึงถึงว่า มันคือหลักการของศาสนาหรือไม่ เพราะนั่นเป็นเรื่องของการตีความกุรอานอีกที

ดังนั้นการเสนอความเห็นในแง่ของการต่อต้านการคลุมฮิญาบ โดยอาศัยข้อความกุรอานบางส่วนมาเป็นข้อสนับสนุน โดยไม่มองภาพรวมของกุรอานและหะดิษของท่านศาสดา มันก็ไม่ต่างจากการที่มีมุสลิมบางกลุ่มอนุญาตให้นิกะห์มุตอะฮ์ได้โดยอาศัย ข้อความในกุรอานเพียง 2-3 อายะห์ โดยที่ไม่มองภาพรวมของกุรอาน

ผมไม่ได้บอกว่า ตอลิบานทำถูก หรือจอร์แดนทำผิดนะครับ เพราะหากตัดสินอะไรลงไปแล้ว ผมก็ไม่ต่างจากที่กล่าวมาแล้ว

ผมเสนอความเห็นมา เพื่อให้คุณพิจารณาเท่านั้น ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน (หากท่านคือมุสลิมที่หวังดี)
เวลาจะพิสูจน์ตัวคุณเองครับ

" จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ทุกคนเป็นผู้คอย ดังนั้น พวกท่านจงคอยเถิด แล้วพวกท่านจะได้รู้ว่าใครคือ พวกที่อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรง และใครคือผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง” (กุรอาน 20:135 )


ด้วยจิตคารวะ







จากคุณ : kheedes - [ 2 พ.ค. 47 13:31:27 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 13

``ด้วยเหตุผลใด ที่ การนำหลักการที่แท้จริง มาอธิบาย เป็นการ ทำให้เกิดการ แตกแยก นอกเสียจากว่า การเข้าใจผิด และขาดความเข้าใจ ว่า หลักการของศาสนา กับประเพณีนั้น ไม่เหมือนกัน''

ผมเห็นด้วย เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นกับแทบทุกศาสนา


จากคุณ : vee (vee_r) - [ 2 พ.ค. 47 18:45:05 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 14

อัสลามมุอะลัยกุม
ดีใจที่เห็นผม kheedess เข้ามาคุยด้วย ผมไม่มีอะไรจะขัดแย้ง กับการปฏิบัติตามประ เพ ณี เพียงแต่ ต้องการให้ มุสลิม และผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม เข้าใจหลักการของศาสนาอิสลาม ในเรื่องการแต่งกาย  ให้ถูกต้องเท่านั้น และผมไม่ได้แค่ยกมาบางส่วน ของอัลกุรอานเท่านั้น  ผมมีรายละเอียดอยู่มากจาก อัลกุรอานเท่านั้น  ซึ่งจะอธิบาย เป็นตอนๆไป  ผมหวังว่า เราคงคุยกันได้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้  และความเข้าใจต่อกัน และต่อพี่น้องมุสลิมไทยด้วยกันด้วย  

                  ท่านนบีมูฮัมมัดคือศาสดาองค์สุดท้ายที่นำโองการจากพระองค์อัลลอฮ์มาให้แก่มนุษยชาติ ท่านนบีได้เป็นต้วแทนของอัลลอฮ์เพราะว่าท่านรับมอบหมายจากอัลลอฮ์ ให้นำบัญญัติอัลกุรอานมาสู่โลกมนุษย์    ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของ “อัลลอฮ์” คำพูดหรือคำสั่งสอนของท่านนบี ที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ต้องมาจาบัญญัติในอัลกุรอานเท่านั้น

           แม้แต่ท่านนบีมูฮัมมัดก็ไม่สามารถที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ เพิ่มหรือลดข้อบัญญัตินอกเหนือไปจากอัลกุรอานได้  ดังจะเห็นในอายะ ซูเราะฮฺ อัตตะหฺรีม อายะห์ 1 (66:1)
“ โอ้นะบีเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงห้ามสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติแก่เจ้า เพื่อแสวงหาความพึงพอใจบรรดาภริยาของเจ้าเล่า ? และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตา (*1*)
(1) เป็นการตำหนิจากอัลลอฮฺแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทั้งนี้เนื่องจากท่านได้ห้ามตัวของท่านมิให้ไปเกี่ยวข้องกับภริยาชาวอียิปต์ของท่าน คือ มารียะฮฺ มารดาของอิบรอฮีม ในการกระทำเช่นนี้ เพราะเหตุว่าท่านได้ไปร่วมหลับนอนกับมารียะฮฺในบ้านของฮัฟเซาะฮฺ เมื่อนางรู้เรื่องเข้าท่านจึงสาบานว่าจะไม่ไปร่วมหลับนอนกับมารียะฮฺอีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อเอาใจฮัฟเซาะฮฺนั่นเอง ดังนั้นอัลลอฮฺจึงตำหนิท่านและทรงอภัยให้แก่ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม....... (สมาคมนักเรียนเก่าอรับ)
จากซูเราะฮฺ อัตตะหฺรีม อายะห์ 1 นั้น ชี้ให้เห็นว่า,   ถึงแม้จะเป็น “ฮาดีษ” ที่แท้จริง ในเรื่องเครื่องแต่งกาย หรือในเรื่องใดก็ตาม “ฮาดีษ” นั้น ไม่สามารถจะ นำมาหักล้าง บัญญัติ ของ พระองค์อัลลออ์ได้  
ถ้าเราฝืนตาม “ฮาดีษ” ที่ขัดต่อโองการของ “อัลลอฮ์” ก็จะเข้าข่ายว่า  “เราเกรงกลัวมนุษย์มากกว่าพระองค์อัลลอฮ์” ซึ่งจะทำให้เราอยู่ในฐานะลำบากตามหลักการของอิสลาม (อิสลาม หมายถึง การยอมตนสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ เท่านั้น จะสร้างภาคีให้กับพระองค์ไม่ได้)

 การกำหนดเครื่องแต่งกายของสุภาพสตรีและชายมุสลิม

(๑)   กฎข้อแรกในมีอยู่ในอายะห์ 7:26  

การกำหนดเครื่องแต่งกายพื้นฐานของหญิง มุสลิมมีปรากฏอยู่ในอัลกุรอานในซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ อายะห์ ที่ 26 (7:26) ความว่า

“โอ..ลูกหลานอาดัม ! แท้จริงเราได้ให้เครื่องนุ่งห่มลงมาแก่พวกเจ้า เป็นสิ่งปกปิดสิ่งที่อันน่าละอายของพวกเจ้า, และเป็นเครื่องนุ่งห่มที่สง่างาม. แต่เครื่องนุ่งห่มที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ปกป้อง(มนุษย์) จากความชั่วร้าย สิ่งนี้คือโองการของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) ที่เขาเหล่านั้นควรจะจดจำ”

เราจะเห็นว่า “อัลลอฮ์” (พระเจ้าองค์นั้น) ทรงมีพระมหากรุณาและทรงรอบรู้ ถึงสภาพการต่างๆ ของมนุษย์ ในเรื่อง ปัจจัย สี่  ในกรณีที่ผู้ยากจน แร้นแค้น  เครื่องนุงห่ม ที่จะมาปิดป้องความอับอาย เท่าเทียมกับ ผู้อื่นได้ หรือ ผู้ที่มี เครื่องนุงห่ม ที่ปกปิดความอุดจาด อย่าง เพรียบพร้อมแล้ว อาจจะมี ความศร้ทธาเท่ากัน ได้ ซึ่งจะเห็นจาก ข้อความตอนท้าย ของ อายะ 7:26 ที่กล่าวว่า

       “แต่เครื่องนุ่งห่มที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ปกป้อง(มนุษย์) จากความชั่วร้าย สิ่งนี้คือโองการของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) ที่เขาเหล่านั้นควรจะจดจำ”

       ผมจำได้สมัยเมื่อผมออกทำงาน ทางสาธารณสุข ในตำบลเล็กๆ ตำบลหนึ่ง ในประเทศไทย ซึ่งยากจนมาก,  เป็นเวลานานมาแล้ว  ผู้ชาย มีผ้าขาวม้า พันท่อนล่าง เท่านั้น ผู้หญิง ตั้งแต่เด็ก สาว จนถึงคนแก่ นุ่งผ้าถุงเก่า และ บางคนก็ปิดส่วนอกบางท่านก็ไม่มี  ผม นึกไม่ถึง ว่าจะมีสถาพเช่นนี้ในบ้านเรา

        หรือถ้าท่านศึกษาเกี่ยวกับสภาพของ คนเผ่าตางๆ ใน อาฟริกา หรือ อเมริกาใต้  ท่านจะเห็นว่า บาง เผ่าไม่มี เครื่อง นุ่งห่ม เลย ทั้ง หญิงและชาย แต่เขาเหล่านั้น อยู่กันได้อย่างธรรมดา ตามระเบียบและประเพณีของ เขา โดยไม่ผิดจรรยาธรรม

        ทั้งนี้เพราะว่า พระองค์อัลลอฮ์(พระเจ้าองค์นั้น) สร้างมนุษย์ ทุกๆเผ่าพันธ์ ขึ้นมา ไม่ใช่แต่เฉพาะ “ชนเผ่าอรับ”  ใน ตะวันออกกลางเท่านั้น ถ้าท่านจะลงโทษผู้ที่ไม่ สามารถแต่งตัว ตามประเพณี อรับได้ ก็จะไม่ เป็นการยุติธรรม แก่ ลูกหลาน นบีอดัม ที่ไม่ได้อยู่ ในภาค ตะวันออกกลาง จาก  ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ อายะห์ ที่ 26 นี้ จะเห็นได้ว่า การแต่งกายไม่สำคัญเท่ากับการปฎิบัติ ตามพระโองการของอัลลออ์ ที่บัญญัติ ในอัลกุรอาน โดยเคร่งครัด  


รูปนี้คือ   ชาว โอไคน่า, อิควิ โตส์, อเมซอน,  ประเทศเปรู

เนื่องจากอัลกุรอานยังไปไม่ถึงหมู่บ้านนี้ แต่อัลลอฮ์ ได้ วาง “จรรยาธรรมและศีลธรรมเบื้องต้นให้มีอยู่ในสามัญสำนึกของพวกเขาให้อยู่ร่วมกันในสังคมของเขาด้วยดี”  เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างพวกเขาเหล่านี้ด้วย  ใช่แต่ในเฉพาะ “ชาวอรับในตะวันออกกลางเท่านั้น”

(รูปภาพต่อไปนี้ได้มาจาก JPS Viewfinder)


ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ อายะห์ ที่ 26  กล่าวว่า

       “แต่เครื่องนุ่งห่มที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ปกป้อง(มนุษย์) จากความชั่วร้าย สิ่งนี้คือโองการของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) ที่เขาเหล่านั้นควรจะจดจำ”

แก้ไขเมื่อ 02 พ.ค. 47 20:02:24

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 2 พ.ค. 47 19:47:57 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 15

รูปนี้คือ ชาว โอไคน่า, อิควิ โตส์, อเมซอน, ประเทศเปรู

เนื่องจากอัลกุรอานยังไปไม่ถึงหมู่บ้านนี้ แต่อัลลอฮ์ ได้ วาง “จรรยาธรรมและศีลธรรมเบื้องต้นให้มีอยู่ในสามัญสำนึกของพวกเขาให้อยู่ร่วมกันในสังคมของเขาด้วยดี” เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างพวกเขาเหล่านี้ด้วย ใช่แต่ในเฉพาะ “ชาวอรับในตะวันออกกลางเท่านั้น”

ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ อายะห์ ที่ 26 กล่าวว่า

“แต่เครื่องนุ่งห่มที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ปกป้อง(มนุษย์) จากความชั่วร้าย สิ่งนี้คือโองการของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) ที่เขาเหล่านั้นควรจะจดจำ”

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 2 พ.ค. 47 19:51:42 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 16

รูปนี้คือ ชาว โอไคน่า, อิควิ โตส์, อเมซอน, ประเทศเปรู

เนื่องจากอัลกุรอานยังไปไม่ถึงหมู่บ้านนี้ แต่อัลลอฮ์ ได้ วาง “จรรยาธรรมและศีลธรรมเบื้องต้นให้มีอยู่ในสามัญสำนึกของพวกเขาให้อยู่ร่วมกันในสังคมของเขาด้วยดี” เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างพวกเขาเหล่านี้ด้วย ใช่แต่ในเฉพาะ “ชาวอรับในตะวันออกกลางเท่านั้น”

ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ อายะห์ ที่ 26 กล่าวว่า

“แต่เครื่องนุ่งห่มที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ปกป้อง(มนุษย์) จากความชั่วร้าย สิ่งนี้คือโองการของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) ที่เขาเหล่านั้นควรจะจด

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 2 พ.ค. 47 19:56:33 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 17

                (2)  กฎข้อสองในการกำหนดเครื่องแต่งกายของหญิงประการที่สองจะพบได้ใน
      ซูเราะฮฺ อันนูรฺ อายะห์ ๓๑ (24:31)
 

 “และจงบอกแก่หญิงผู้มีศรัทธาจงลดสายตาลง,  และจงรักษาพรหมจารีของเธอ, เธอจะต้องไม่เปิดเผยส่วนใดของร่างกาย, เว้นสิ่งที่จำเป็น,  หญิงเหล่านั้น จะต้องปิดทรวงอกของเธอด้วยผ้าคลุม (เสื้อคลุม,ผ้าคลุม)ของเธอ และจะต้องปฏิบัติตามกฎนี้อย่าเคร่งครัด ต่อหน้าผู้อื่น นอกจาก สามีของเธอ,  บิดาของสามี, บุตรชายชองเธอ, บุตรชายของสามีของเธอ, พี่ชาย(และน้องชาย)ของเธอ, ลูกชายของพี่ชาย(และน้องชาย)ของเธอ, ลูกชายของน้องสาว(พี่สาว)ของเธอ, หญิงอื่นๆ, คนใชัหรือ ลูกจ้างผู้ชายที่ความต้องการทางเพศได้ถูกกำจัดแล้ว, หรือเด็กที่ยังไม่บรรลุวัยรุ่น, เธอเหล่านั้น จะต้องไมเดินกระทืบเท้า เพื่อที่จะทำให้เห็นบางส่วนของร่างกาย(สั่นไหว), เจ้าทั้งหลายจงสารภาพผิดต่อ อัลลอฮ์, โอผู้ศรัทธาทั้งหลาย, เพื่อเจ้าจะได้ประสพความสำเร็จ  

   คือว่าโองการ..24:31   คำว่า "คุมูริ ฮินนา" จะไม่ได้แปลว่า "ฮิญาบ"ตามที่มุสลิมเข้าใจอยู่ตอนนี้โดยตรง..แต่ก็ยังแปลว่า ผ้าคลุม

คำว่า “คิมัร” เป็นคำภาษา อรับซึ่งมีอยู่ในอัลกุรอานอายะห์ 24:31 มีความหมายว่า “ปกคลุม” จะเป็นการปกคลุมอะไรก็ได้ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย คือ “คิมัร” ผ้าคลุมโต๊ะ ก็เรียกว่า “คิมัร”, ผ้าห่ม,  ผ้าคลุมไหล่ ก็เรียกว่า “คิมัร” ฯลฯ  

กรณีที่ ๑  

ถ้าคำว่า “คิมัร” ไม่ได้หมายความว่า “ผ้าคลุมศีรษะ” (ซึ่งจะเป็นผ้าคลุมอะไรก็ได้, อาจจะเป็นเสื้อคลุม, ผ้าคลุมไหล่, ผ้าสี่เหลี่ยม)  

ในอายะห์ 24:31 อัลลอฮ์ ได้สั่งให้หญิงดึงผ้าคลุม (ซึ่งจะเป็นผ้าคลุมอะไรก็ได้, อาจจะเป็นเสื้อคลุม, ผ้าคลุมไหล่,) มาปิดทรวงอกของนาง ในอายะห์ นี้ไม่มีตอนใดที่ ระบุว่า ให้ดึงผ้าคลุมมาคลุม ผมหรือคลุมศีรษะ และถ้าพระองค์อัลลอฮ์ปรารถนาจะสั่งให้หญิงเหล่านั้น ปกปิดศีรษะหรือคลุมผม  พระองค์ก็จะบัญญัติไว้โดยตรง เพราะคำพูดของพระองค์ไม่มีความสิ้นสุด  พระองค์ไม่ได้หลงลืม  และที่แน่นอนที่สุด พระองค์อัลลอฮ์ไม่ได้สั่งให้หญิงมุสลิมผู้ศรัทธา   คลุมผมหรือคลุมศีรษะ หรือ บัญญัติให้สรวม “ฮิญาบ”
 
          ไม่มีตอนใดในอายะนี้ ชี้แสดงให้เห็นว่า “จงคลุมศีรษะของเจ้าด้วย “ฮิญาบ” หรือ “คิมัร” เพราะฉะนั้น  “สุภาพสตรีมุสลิมจะต้องพิจารณาและทำความเข้าใจใน อายะ ห์ 24:31 ให้ถ่องแท้ อย่า สับสน ไปกับ การสอนอย่าง บิดพลิ้ว ของ ท่านผู้ที่ไม่ยอมให้สิทธิ์ ของหญิงมุสลิม ในเรื่องส่วนตัวของเธอ   และ พยายามเติมข้อห้าม ใน สิ่งที่พระองค์ อัลลอฮ์ ไม่ได้มีบัญญัติห้ามไว้ ในอัลกุรอาน

กรณี ๒  

ถ้าหาก  คำว่า “คิมัร ”  ในที่นี้จะแปลว่าผ้าคลุมศีรษะก็ตาม  แต่เพราะว่าการคลุมศีรษะเป็นประเพณีที่มีมาก่อน “อิสลาม”  และหญิงผู้ศรัทธาในศาสนา อื่น เช่น  “ยิว” และ “คริสต์ศาสนา(เช่นแม่ชีใน นิกายคาโธริค)    สรวม “ฮิญาบ” มานมนานก่อนสมัยท่านศาสดามูฮัมมัด ดังนั้นอายะห์24:31 ถ้าจะแปลว่า “ จงดึงผ้าคลุมผม” ลงมาปิดหน้าอก ก็ไม่ผิดความหมายเช่นกัน ไม่มีส่วนใดในอายะนี้  บัญญัติให้ หญิงผู้ศรัทธาจง  “เอาผ้ามาคลุมศีรษะ”  หรือ  ให้หญิงผู้ศรัทธาจงสรวม “ฮิญาบ” เพราะว่า “ฮิญาบ” หรือ “คิมัร” เป็นเครื่องแต่งกายตามประเพณีอยู่แล้ว ก่อนหญิงเหล่านั้นจะยอมรับ “อิสลาม”  ซึ่งเขาเหล่านั้นอาจจะคลุมศีรษะ    แต่ละเลยต่อการปิดทรวงอกให้มิดชิด  ในเมื่อยอมรับอิสลามแล้ว ก็ต้องแต่งตัวให้เหมาะสมต่อการมีศรัทธาต่ออัลลอฮ์   ดังนั้นในบัญญัติ  24:31 เพียงแต่ ให้ดึงผ้าที่คลุมศีรษะอยู่แล้วมาปิดหน้าอกให้เรียบร้อยเท่านั้น  

ข้อสังเกต:
     ในอายะห์ 24:31 ไม่มีคำว่า “ฮิญาบ” และถ้าพระองค์อัลลอฮ์ ทรงปรารถนาที่จะให้ หญิง
มุสลิม สรวม “ฮิญาบ” แล้ว พระองค์ก็ใช้คำ “ฮิญาบ” ได้ ซึ่งจะไม่มีสิ่งใด มาหยุดยั้งพระองค์ได้ เพราะพระองค์ ได้ใช้คำว่า “ฮิญาบ” ในอัลกุรอานมาแล้ว ๗ ครั้ง มีจำนวน ๕ ครั้งที่ใช้คำว่า “ฮิญาบ” มีอยู่ ๒ ครั้งที่ใช้คำว่า “ฮิญาบบัน” 7:46, 33:53, 38:32, 41:5, 42:51, 17:45 & 19:17 ดังที่อธิบายมาแล้วข้างต้น
   
     
                       คำว่า “ซีนาตะฮุนนา”  ในอายะห์นี้ หมายถึงความงามของส่วนร่างกายของ สุภาพสตรี ที่อาจจะทำให้เห็นเด่นชัดในการเดินแต่ไม่ได้หมายถึงเครื่องประดับหรือกำไรข้อเท้าอย่างที่ ท่านผู้แปลบางท่านเข้าใจและแปลออกมาเช่นนั้น ดังจะเห็นว่าในตอนท้ายของอายะห์นี้ อัลลอฮ์มีโองการห้าม หญิงผู้ศรัทธา กระแทก เท้าเวลาเดิน เพื่อที่จะอวด “ซีนาตะฮุนนา”(เครื่องประดับ) เพราะการเดินกระแทกเท้าของหญิง ทำให้เกิดเสียงดึงดูดความสนใจ และทำให้ส่วนสัดของ เธอกระเพื่อมสั่นไหว เป็นการอวดบางส่วนของร่างกายเธอที่ไม่สมควรจะอวดซึ่งดูไม่เหมาะสมสำหรับหญิงผู้มีศรัทธา  

    เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้โปรดเข้าใจและจำไว้ว่า การกระแทกเท้าขณะเดินไม่มีอะไรเกี่ยวกับ ส่วนหัว, ผม, หรือ ใบหน้า, ซึ่งส่วนของร่างกายเหล่านี้ ไม่ใช่ ส่วนของร่างกายที่เรียกว่า “ของสงวนที่ควรปกปิด” ตามความหมาย ที่บัญญัติไว้ในอายะห์ 24:31 เลย  


รูปประกอบ เพื่อแสดงให้เห็น  การแต่งตัวของหญิง “อรับ”  ก่อน อิสลาม หรือ หญิงที่ไม่ใด้ยอมรับนับถืออิสลาม ใช้เพื่อประกอบคำอธิบาย รูปนี้เป็นรูป นางระบำหน้าท้อง การแต่งตัวเช่นนี้ เป็นสิ่งต้องห้าม ตามหลักการของอิสลาม
นำมาจาก    Middle Eastern Women Costumes

ในภาพนี้จะเห็นได้ว่า ผ้าคลุมศรีษะ "ฮิญาบ" หรือ "คิมัร" (ผ้า คลุมศีรษะ, คลุมไหล่) มีใช้อยู่ก่อนแล้วตามประเพณีอรับ  แต่อาจจะไม่เรียบร้อยอย่างในภาพ ดังนั้น อัลกุรอาน จึง บัญญัติ ให้  ดึงผ้าคลุมศรีษะมาคลุมหน้าอกของนาง

แก้ไขเมื่อ 02 พ.ค. 47 21:16:53

แก้ไขเมื่อ 02 พ.ค. 47 20:52:33

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 2 พ.ค. 47 20:48:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 18

(3)   กฎข้อสามในการกำหนดเครื่องแต่งกายของหญิงประการที่สามจะพบได้ใน
                           ซูเราะฮฺ อัลอะหฺซาบ อายะห์(33:59)

                 “โอ้..ศาสดา จงกล่าวแก่ ภริยาทั้งหลายของเจ้า และบุตรสาวทั้งหลายของเจ้า และ ภรรยาทั้งหลายของ  บรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อผ้า ลงมาปกปิดตัวของพวกนาง     (เมื่อออกนอกบ้าน)เพื่อนางจะเป็นผู้ที่ ได้รับการยกย่อง(นับถือ) และ เพื่อที่พวกนาง  จะไม่ถูกดูหมิ่น (ลวนลาม) และอัลลอฮฺ์ทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ”   (33:59)

        สตรีมุสลิม จะต้องแต่งตัวให้ถูกศีลธรรม และขนบธรรมเนียมของท้องถิ่นและสังคมที่เธออาศัยอยู่, “ให้ดึงเสื้อผ้าให้ต่ำลงมา” โดยให้สิทธิ แก่หญิงจะต้องพิจารณา เองว่า “จะต้องดึงมาต่ำเท่าใดถึงจะ ถูกศีลธรรมและขนบธรรมเนียมท้องถิ่น และสุภาพเรียบร้อย หญิงผู้ศรัทธาจะต้องแต่งตัวให้ปกปิดสิ่งอุดจาดและสิ่ง น่าอับอาย ตามสถานการและ ภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อม ของถ้องถิ่นที่ เขาอยู่อาศัย  

        ในหมู่บ้านบางแห่งในประเทศ ทางเซ้าอีสท์เอเซีย ผู้หญิง ที่ทำงาน ในท้องทุ่ง จะต้อง ยืนถ่ายปัสสวะ ทั้งนี้ เพราะว่า ถ้า นั่งถ่ายแล้ว แมลงชนิดหนึ่ง จะพรูกันเข้าไปกัด อวัยวะของเธอ ทำให้เจ็บคัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้ หมายความว่า  เธอเหล่านั้น จะต้องทำอย่างเปิดเผย เธอก็จะต้อง พิจารณาให้ เหมาะสม ตามสภาพการ  เพื่อ ไม่ให้อุดจาด  การแต่งกายของเธอ จะใส่เสื้อผ้ารุ่มร่าม ก็ไม่ได้ ต้อง แต่งกายให้รัดกุม และสะดวกต่อการ บำบัดทุกข์เบา ยามฉุกเฉิน

        ชาวเขากระเหรี่ยงเผ่าต่างๆ ถ้าเป็นมุสลิม ก็จะแต่ง ตัวตามแบบ ของท้องถิ่นชาวเขา เหมาะกับสภาพภูมิอากาศ  และสภาพภูมิศาสตร์ของเขา แต่จะต้องเรียบร้อย และปิด สิ่งที่อุดจาด และน่าอับอาย

             ในประเทศไทยเรา ก็มีเครื่องแต่งกาย ของหญิง ในภาคต่างๆ ที่เรียบร้อย และ ปิดสิ่งอุดจาดและน่าละอาย  ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการแต่งกาย ในแบบต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับ ประเพณีอรับ  แต่ถูกหลักการของ อัลกุรอาน ตาม หลักการข้อ 1-3 ที่กล่าวมาในที่นี้

              ตามที่กล่าวมาข้างต้น แล้ว ว่า ผู้เขียน ไม่มี ความขัดแย้งอย่างไรสำหรับ สตรีไทยมุสลิม ที่ พอใจจะสวม “ฮิญาบ” หรือ ไม่สวม  เพราะไม่มีความสำคัญ อย่าง ไร ในหลักการ ของศาสนาอิสลาม

              แต่อยากจะให้ผู้ที่ สวม “ฮิญาบ”  พึงสังวรณ์ไว้ว่า  การสวมฮิญาบ ไม่ใช่หลักการ ของศาสนาอิสลาม แต่เป็น ประเพณี ของ ชาว อรับ  และเมื่อเวลาสวม ให้ นึกเสมอว่า “ฮิญาบ” ไม่ใช่ สัญญาลักษณ์ และข้อบังคับ ของอิสลาม แต่ที่แท้จริง แล้ว เป็น การแต่งกายของสุภาพสตรี ตามข้อบังคับ ของ ศาสนา คริสต์ และ ยูดาย ในสมัยโบราณ (และแม้แต่ในสมัยปัจจุบันก็ยังนิยมใช้อยู่),  แล้วถามตัวท่านเองว่า ทำไมเราเป็นสตรีไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม,  จึงจำเป็น ต้อง ใช้สัญญาลักษณ์ ในการแต่งตัว เช่นเดียวกับ สตรีผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ หรือ ศาสนายูดาย หรือ ประเพณีถ้องถิ่นของ สตรีชาวอรับ


ภาพที่ 1   “สุภาพสตรีในชุดไทย สะไบเฉียง”  ผ้าสะไบ อาจ จะใช้คลุมศีรษะ ได้ ถ้าจะเข้าสมาคม กับไทยมุสลิมที่ถือตามประเพณี “อรับ” เป็นหลัก   ในการแต่งกาย


แก้ไขเมื่อ 03 พ.ค. 47 07:58:59

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 05:39:04 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 19

ภาพที่ 2 การแต่งกายของสุภาพสตรี "ไทเขิน " ซึ่งถูกต้องตามหลักการ ของศาสนาอิสลาม ทุกประการ

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 05:44:48 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 20

ภาพที่ 3 ราชินี นูร์ และหญิงท้องถิ่นอรับ

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 05:48:19 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 21

ภาพที่ 4 Queen Rania แห่งจอร์แดน ท่ามกลาง นักศึกษาหญิง มุสลิม ใน จอร์แดน
โปรดสังเกต ถ้า "ฮิญาบ" เป็นหลักการของอิสลาม แล้ว ในสถานที่ศึกษาจะต้อง มีบังคับ ในการ ใช้ ฮิญาบ เป็น เครื่องแบบ ในการ แต่งกาย

ไฟล์รูปภาพ



จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 05:56:13 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 22

จากคำอธิบาย และ หลักการการแต่ง ตัว ของสุภาพสตรี มุสลิม อรับ ใน จอร์แดน ที่สว่นใหญ่ มากกว่า 95 เปอร์เซนต์ เป็น "ซุนนีย์ มุสลิม" เช่น เดียวกับมุสลิม ในประเทศไทย เราพอจะเข้าใจได้ว่า การสวมฮิญาบ เป็นประเพณีอรับ ไม่ใช่เป็น หลัก การของศาสนาอิสลาม
สุภาพบุรุษและ สุภาพสตรีมุสลิมไทยทั้งหลาย โปรด พิจารณาด้วย วิชาความรู้ของท่านเอง ว่า ท่านคิดว่าอย่างไร ในเรื่อง การบังคับหรือ เรียกร้องเรื่อง การสวมฮิญาบ เป็นเครื่อง แบบ ของสตรีไทยมุสลิม นั้น เป็นการถูกต้องเพียงไร? และเหมาะสมกับสังคมไทยเช่นไร? และมีความจำเป็นหรือไม่

matt_tn90@hotmail.com
muslimthaiUSA.com

ภาพนี้คือ
Iranian activist Shirin Ebadi has won the 2003 Nobel Peace Prize for her focus on human rights, especially on the struggle to improve the status of women and children
โปรดสังเกต เธอไม่ได้สวม "ฮิญาบ" เพราะว่า "ฮิญาบ" ไม่ใช่ข้อบังคับในหลักการของอิสลาม แต่เป็นข้อบังคับ ของประเพณีอรับ และถูกดัดแปลงใช้เป็นกฎหมายอิสลามใน ประเทศอิหร่าน ซึ่งขัดต่อหลักการของ อิสลาม

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 06:18:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 23

นอกเรื่องนิดนึง
เคยดูใน Discovery Channel ว่า ราชินีนูร์ เป็นชาวอเมริกันมิใช่หรือ
ท่านเคยเป็นแอร์โฮสเตสมาก่อน แล้วมาเจอกษัตริย์ฮุสเซ็นแห่งจอร์แดน จึงแต่งงานกัน

ท่านไม่ใช่ชาวอาหรับนะ


จากคุณ : เข้ามาอ่าน - [ 3 พ.ค. 47 09:55:20 A:203.146.127.20 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 24

สวัสดีครับ
ลองอ่านประวัติของ ราชินีนูร์  ได้ จาก
http://www.noor.gov.jo/personal_profile.htm
เช่นเดียว กับ เด็กอรับมุสลิม ที่เติบโตในอเมริกา  

เหตุที่อ้าง ราชินึนูร์ และครอบครัวเป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะ ให้เข้าใจว่า การนับถือศาสนาอิสลาม ไม่จำเป็นต้อง ตามประเพณีอรับ แม้แต่ ชาวอรับเอง ศาสนากับประเพณี เป็นคนละเรื่องกัน

อเมริกันมุสลิม เข้าใจหลักการในศาสนาอิสลาม ไม่ต่างไปจาก มุสลิม ชาติต่างๆ  แต่อยู่ที่ว่า ในการนับถือปฏิบัติ นั้น  "อัลกุรอาน" สอนให้มุสลิมใช้อะไรเป็นหลัก ปฏิบัติ และ เรา เข้าใจความหมายที่แท้จริงของอัลกุรอานหรือไม่

ราชินีนูร์ ทรงสวม "ฮิญาบ" ตามประเพณีอรับ

แก้ไขเมื่อ 03 พ.ค. 47 11:03:32

แก้ไขเมื่อ 03 พ.ค. 47 11:02:04

แก้ไขเมื่อ 03 พ.ค. 47 10:59:10

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 10:47:23 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 25

คำถาม : ขอให้อาจารย์ช่วยตรวจสอบด้วยครับ
อัสลามมุอลัยกุมครับอาจารย์

มีผู้หนึ่งที่อ้างว่าเป็นมุสลิมในอเมริกา จัดทำเว็บเผยแพร่ศาสนาอิสลามครับ แต่เนื้อหาข้างในเว็บรู้สึกว่าพยายามทำให้คำสอนของอิสลามสับสน เช่นกล่าวว่าหญิงมุสลิมไม่จำเป็นต้องคลุมฮิญาบเป็นต้น เลยอยากให้อาจารย์ช่วยตรวจสอบด้วยครับว่า เนื้อหาบิดเบือนรึเปล่าครับ กลัวจะเป็นพวกแอบอ้างทำลายอิสลามครับ
ที่อยู่เว็บคือ http://muslimthaiusa.com/ ครับ ได้ผลอย่างไรช่วยประกาศชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณครับ

by: มุสลิมที่หวังดี -1/4/2004

---------------------
คำตอบ :

วะอะลัยกุมุสสลามครับคุณมุสลิมที่หวังดีที่เข้ามาแวะชมเว็บไซต์ของเรานะครับ อีกทั้งยังแนะนำเว็บไซต์ที่ให้ผมเข้าไปพิจารณาอีกด้วยนะครับ
ภายหลังที่ผมได้อ่านคำถามของคุณแล้ว ผมก็รีบเข้าไปดูเว็บไซต์muslimthaiusa.com ทันที และผมได้อ่านแล้วหลายเที่ยว อีกทั้งยังคัดลอกต้นฉบับเก็บไว้ด้วยนะครับ แต่พอระยะหลังผมกลับไปดูเว็บไซต์อีกครั้ง กลับไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับฮิญาบ สงสัยว่าอาจจะมีบุคคลอื่นที่อ่านแล้วก็เข้าไปต่อว่า หรือตำหนิผู้เขียนบทความดังกล่าวก็เป็นได้ จึงทำให้บทความเกี่ยวฮิญาบถูกตัดออกไปแล้ว
แต่ถ้าถามว่า เป็นกลุ่มที่แอบอ้างทำลายอิสลามหรือไม่นั้น ผมมองว่า น่าจะเป็นมุสลิมเฉกเช่นมุสลิมในเมืองไทยนี้แหละครับ แต่ด้วยความรู้ทางศาสนาอิสลามค่อนข้างน้อยมาก อีกทั้งน่าจะไม่มีผู้รู้ทางศาสนาในเว็บไซต์ดังกล่าวจึงทำให้ข้อมูล หรือแนวคิดมักจะคลาดเคลื่อนไปจากสัจธรรม ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีเจตนา แต่การนำเสนออิสลามโดยไม่มีความรู้นั้น เป็นการทำลายอิสลามในทางอ้อม เฉกเช่น อธิบายว่า การคลุมฮิญาบมีเฉพาะในสมัยนบีเท่านั้น ส่วนในสมัยปัจจุบันไม่ต้องคลุมฮิญาบแล้ว และไม่ถือว่าเป็นการบังคับให้แก่มุสลิมะฮฺ ฉะนั้นอย่าบังคับให้เด็กมุสลิมคลุมศีรษะไปโรงเรียน ทำนองนี้เป็นต้น ฉะนั้นความคิดข้างต้นถือว่าทำลายอิสลามอย่างชัดเจน บางครั้งหากมีเจตนาที่ไม่ดีก็ทำให้ตกมุรฺตัดเลยทีเดียว (มุรฺตัด หมายถึง ออกจากการเป็นมุสลิม) ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวถือว่าทำลายอิสลามมากกว่าจะเผยแพร่อิสลาม และผมเข้าใจว่า คนที่ทำเว็บไซต์น่าจะเป็นบุคคลที่เรียนภาคสามัญสูง โดยเฉพาะเรียนทางตะวันตก อีกทั้งยังเป็นประเทศอเมริกาอีกด้วย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าความคิดของบุคคลข้างต้นจะโน้มเอียงไปทางด้านตะวันตกเสียมากว่า จึงมองอิสลามบนพื้นฐานของสติปัญญาที่ได้รับศึกษาจากตะวันตก แต่อย่าลืมนะครับ ท่านรสูลเคยกล่าวไว้ว่า "บุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่านจะยังไม่มีความศรัทธา (ที่สมบูรณ์) จนกว่าอารมณ์ของเขาจะปฏิบัติตามสิ่งที่ฉันได้นำมาเสียก่อน" ฉะนั้นผมขอแนะนำว่า หากสิ่งใดที่ท่านนบีนำมา จำเป็นสำหรับเราจะต้องยอมรับ โดยไม่พิจารณาว่าเราจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม แต่เราจะต้องน้อมรับหลักการของศาสนานั้นโดยศิโรราบ ส่วนบทบัญญัติใดที่เรายังกระทำไม่ได้ นั่นเราก็จะต้องเพียงพยายามกระทำให้ได้ แต่ถ้าเราปฏิเสธหลักการ นั่นหมายรวมว่า เราไม่ได้เป็นมุสลิมแล้ว (ตกมุรฺตัด) เพราะปฏิเสธคำสอนของศาสนานั่นเอง ฉะนั้นพยายามขอดุอาอฺให้เรามั่นคงในศาสนาของอัลลอฮฺบ่อยๆ ครั้ง และพยายามเลือกเฟ้นข้อมูลเกี่ยวกับอิสลามก่อนที่จะลงมือปฏิบัติด้วยนะครับ (วัลลอฮุอะอฺลัมบิศเศาะวาบ) วัสสลาม

by: มุรีด ทิมะเสน - mureed@mureed.com - 30/4/04 08:00


จากคุณ : sentry_ward - [ 3 พ.ค. 47 14:34:16 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 26

อัสลามมุอลัยกุม คุณมุสลิม

                  เว็บไซต์  muslimthaiusa.com เป็นเวบไซต์  ที่ผมเปิดขึ้น เอง วัตถุประสงค์ ก็คือ  เพื่อ ช่วยแก้ไข การ สอน ศาสนาอิสลาม ที่  หนัก ไปในด้าน ประเพณี อรับ ด้าน เดียว โดย ลืมหลักการ ที่แท้จริงที่ ถูกบัญญัติ ไว้   ในอัลกุรอาน   ผมต้องการชี้แจง ให้เพื่อนไทย ที่เราอยู่ ในสัง คมเดียวกัน  มีความเข้า ใจ ศาสนาอิสลาม ในทาง  Positive  และประสานสามัคคี กัน ในสังคมไทยเรา ที่อยู่ร่วมกัน กับ ผู้คนที่นับถือ ศาสนาต่างๆกัน  

                  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในสังคมที่ องค์ประมุข ของชาติ เป็น องค์พระศาสนูปถัมภก   ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่คนไทยที่ นับถือศาสนาอิสลาม (ไทยมุสลิม)  อยู่อย่าง สงบสุขที่สุด เป็นผู้ มีสิทธิพิเศษ มากกว่า ผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ในการปฏิบัติศาสนกิจ,  ประชาชนส่วนใหญ่  ให้เกียรติ และให้ความนับถือ ไทยมุสลิม โดยทั่วไป เป็นอย่างดี,    การแยกตัวเองออกจากความเป็นคนไทย  เพราะมีความเชื่อถือในศาสนา  ที่ต่างจากประชาชนส่วน ใหญ่ ของประเทศ   เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด และ ไม่รู้บุญคุณ ของบ้านเกิดเมือง นอนของเรา  

                  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้นั้น  ควรเป็น ตัวอย่าง ที่ดี   ที่อาจ  จะเป็นผลของการสอนศาสนา   ของอาจารย์ บางคน ที่  ทำให้ความรู้สึกของคนไทย มีความรู้สึกว่า   ไม่ใช่คนไทย เพราะถูกล้างสมอง โดย ชาวต่างประเทศ ที่เข้ามา อาศัย ความงมงาย ของ อาจารย์ บางท่านเป็นเครื่องมือ เพื่อหวังผลทางการเมือง

         muslimthaiusa.com  เป็นเวบ ไซต์ ที่ ผมจัดทำคนเดียว  จึง มีความไม่สะดวก  ในเรื่องเวลาการจัดทำ  และในการ เข้าออก และ ลงข้อความ ต่างๆ,  ความคิดของผม  ไม่ได้เกี่ยว กับ ความเป็น อเมริกัน  หรือ อยู่ในอเมริกา,   อย่าไปโจมตีอเมริกา เพราะ ความอ่อนแอ ในศรัทธา ของ มุสลิมเอง,  เราควรจะแก้ไขตัวเราเอง ก่อน ตำหนิผู้อื่น

ผมขอนำคำอธิบาย ซูเราะห์ในอัลกุรอานในซูเราะฮฺ ฏอฮา   อายะห์ที่ ๑๒๔ ถึง   มาเตือนสติคุณและอาจารย์ของคุณดังต่อไปนี้…

“ผู้ใดก็ตามที่ไม่ให้ความศรัทธาแก่คำสอนของอัลลออ์(อัลกุรอาน) จะมีชีวิตที่ ทรมาณ มีแต่ ความ ยากลำบาก ตลอดชีวิต, และพระองค์จะให้ เขามีชีวิตขึ้น ใหม่และตาบอด, ผู้นั้น จะ ถาม พระองค์อัลลอฮ์ ว่าเพราะเหตุใดพระองคฺอัลลอฮ์จึงให้เขาเกิดมาตาบอดในวันตัดสิน ใน เมื่อ เขาสามารถ มองเห็นได้ในเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ พระองอัลลอฮ์จะทรงตอบว่า ทั้งนี้ เพราะพระองค์ได้ส่งอัลกุรอานมาให้ เขาแล้วแต่ เขากลับลืมที่จะปฏิบัติ ตาม โอวาท ของ พระองค์, ผลก็คือพระองค์อัลลอฮ์ก็ลืมเขาในวันตัดสิน ดังนั้น พระองค์ จึงลงโทษ ผู้ซึ่ง ปฏิบัติเลย เถิด (สร้างภาคีเทียบพระองค์อัลลอฮ์) และปฏิเสธ ที่จะเชื่อและปฎิบัติ ตาม บัญ ญัติ ใน อัลกุรอาน, และผลที่จะได้รับในวันตัดสินจะรุนแรงและไม่มีการสิ้นสุด”

               ถ้า  ผมจำไม่ผิด อาจารย์ ของคุณท่านนี้  คงเป็นคนๆเดียว กับ ท่านที่เขียน เรื่อง “มุสลิมกับวันสงกรานต์”  ถ้าคุณ อ่านเรื่อง นั้น และ อ่านกระทู้ ที่สมาชิกในเวบนั้น  ถามตอบกันแล้ว  แล้ว คุณจะเห็นว่า  อาจารย์ ของคุณผู้นั้น  เป็นคนอย่างไร?

                      เนื่องจาก ผมต้องการ รักษากฎ และระเบียบ ของ Pantip ผมจะไม่โต้ตอบคุณและอาจารย์ ของคุณไว้ในที่นี้  แต่อยากให้คุณ ไปอ่านคำวิจารณ์ ของ สมาชิก เวบไซต์ที่อาจารณ์คุณเขียนเรื่อง   “มุสลิมกับวันสงกรานต์” ไว้  เพราะผมเห็นด้วย กับ คำตอบของหลายๆท่านในที่นั้น  ทั้งนี้บทความของ อาจารย์ คุณได้แสดงให้เห็น ว่า ท่าน มีความ เข้า ใจ ศาสนาอิสลาม มากน้อยเท่าใด   การใช้คำว่าอาจารย์  ในเมืองไทยใช้ จน เลยเถิด, ยกย่องกันจน  เกิน ความสามารถที่แท้จริง ในการคิด และเรียนรู้  ของบุคคลที่ถูกเรียกว่าอาจารย์  

อีมาม “มาลิก” กล่าวว่า

         “การมีความรู้ในศาสนาอิสลามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้หรือท่องจำ “ฮาดีษ” ได้เป็นจำนวนมหาศาล  แต่อยู่ที่  “อามาล” (การปฎิบัติ)”  
 
               ข้อเขียนของผมที่เขียนนี้  และใน เวบไซต์   muslimthaiusa.com  ถ้าหากว่ามีส่วนที่ไม่ถูกต้องทางหลักวิชาหรือขัดกับบัญญัติในอัลกุรอานอย่างไร?   อาจารย์ คุณสามารถที่จะชี้แจง ให้ผมเห็นได้ ทาง  อีเมลล์ ผม       matt_eyusuf40@hotmail.com  ผมยินดีจะรับฟัง  ความคิดเห็น

วัสสลาม

แมทท์


ภาพนี้แสดงความป่าเถื่อนของชายตอลิบานที่ "สังหารหญิงที่ถูกกล่าวหา..สังหารสามีของเธอเนื่องจากถูกทุบตีโดยสามีด้วยความหึงหวง."  กลางสนมกรีฑา
"เราต้องการที่จะเป็นมุสลิมเช่นนี้หรือ?

แก้ไขเมื่อ 04 พ.ค. 47 18:47:04

แก้ไขเมื่อ 03 พ.ค. 47 21:22:22

แก้ไขเมื่อ 03 พ.ค. 47 18:34:13

แก้ไขเมื่อ 03 พ.ค. 47 18:20:31

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 18:14:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 27


ถ้าหากว่า การคลุมทุกส่วนของร่างกาย หญิง ที่จัดว่า "เป็นความสวยงามที่ดึงดูดความต้องการของเพศตรง ข้าม นอกจากสิ่งอุดจาดที่น่าละอาย" เป็นหลักการของ "อิสลาม" ที่แท้จริง แล้ว, หญิงไทยมุสลิม ควรจะแต่งตัว เช่น หญิง เชื้อชาติ อรับ ดังเช่น ในภาพนี้, ไม่ควรทำอะไร ครึ่งๆกลางๆ ใช่ไหมครับ?

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 18:54:44 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 28

ภาพนี้คือ นักเรียนหญิง มุสลิม ใน จอร์แดน ซึ่งไม่สวม "ฮิญาบ" เพราะไม่ใช่หลักการของอิสลาม
"ฮิญาบไม่มีกฎบัญญัติในอัลกุรอาน" แต่มี ใน "ฮาดีษ" ซึ่ง ไม่อาจจะนำมา ต่อเติม ข้อบัญญัติ ในอัลกุรอานได้ (66: 1)

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 3 พ.ค. 47 19:14:52 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 29

^_^ มาอีกแล้ว muslim USA
คุณ kleedes คุณ kfai และเพื่อนๆจัดการ!




จากคุณ : ฮกเกี้ยน - [ 3 พ.ค. 47 22:13:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 30

ถึง คุณแมทท์
ผมไม่ทราบว่าคุณเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามหรือไม่ เท่าที่ได้อ่านข้อความของคุณ ถ้าคุณนับถือศาสนาอิสลาม คุณกำลังหลงทาง ถ้าคุณไม่ใช่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม คุณคือผู้กำลังบิดเบือนศาสนาของผู้อื่นอย่างไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง


จากคุณ : คนจริง - [ 4 พ.ค. 47 11:11:07 A:202.129.1.4 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 31

อัสลามมุอะลัยกุม คุณคนจริง

    ขอบคุณในความหวังดีที่คุณเตือน ผม ในฐานะมุสลิมที่ มีความห่วงในความศรัทธา ของพี่น้อง มุสลิมด้วยกัน

  เนื่องจากมุสลิม แตกแยก เป็น หลาย นิกาย หลังจากท่าน รอซูล สิ้น ชีวิตไปแล้ว  ซึ่งการแตกแยกเป็นนิกาย ต่างๆนี้  ขัดกับหลักการที่แท้จริงของ อิสลาม ดังจะเห็นได้จาก บัญญัติ ต่างๆต่อไปนี้

1. ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะห์159 (6 :159) บัญญัติว่า

“ แท้จริงบรรดาผู้ที่แบ่งแยกศาสนาของพวกเขา และพวกเขาได้กลายเป็นนิกายต่าง ๆ (*1*)นั้นเจ้า (มุฮัมมัด) หาใช่อยู่ในพวกเขาแต่อย่างใดไม่แท้จริงเรื่องราวของพวกเขานั้น ย่อมไปสู่อัลลอฮ์แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน”

(1)  คือเป็นกลุ่มต่าง ๆ มากมาย ซึ่งแต่ละกลุ่มมีการปฏิบัติแตกต่างกันไป ทั้งนี้เกิดจากได้มีการบัญญัติข้อปฏิบัติทางศาสนากันขึ้นใหม่ตามอารมย์และละเลยบัญญัติที่นะบีของพวกเขาได้สอนไว้ พระองค์จะทรงชำระพวกเขาเอง  

2. ซูเราะฮฺ อัรฺรูม อายะห์ 32 (30:32)
“(อย่าตกอยู่ในกลุ่มของมุชริกีน) เช่นเดียวกับ พวกที่แยกศาสนาของเขาออกเป็นนิกายต่างๆ และแต่ละนิกายก็พอใจในสิ่งที่เขายึดมั่น”

3.ซูเราะฮฺ อัซซูรอ อายะห์ 14 (42:14)
“ และพวกเขามิได้แตกแยกกันเว้นแต่หลังจากได้มีความรู้มายังพวกเขาแล้ว ทั้งนี้เพราะความริษยาระหว่างพวกเขากันเอง และหากมิใช่ลิขิตได้บันทึกไว้ที่พระเจ้าของเจ้าจนถึงวาระที่กำหนดไว้แล้ว แน่นอนก็จะในระหว่างพวกเขาถูกตัดสิน และแท้จริงบรรดาผู้ได้รับมรดก คัมภีร์นี้หลังจากพวกเขานั้น อยู่ในการสงสัยวุ่นวายเกี่ยวกับคัมภีร์นั้น (*1*)”

(1) คือพวกยะฮูด นะศอรอ และอาหรับมิได้แตกแยกกัน เว้นแต่หลังจากได้มีหลักฐานและข้อพิสูจน์จากท่านนะบีมายังพวกเขาแล้ว และหากอัลลอฮฺมิได้ทรงกำหนดผ่อนผันการลงโทษแก่พวกเขาไปจนกระทั่งวันกิยามะฮฺแล้ว พระองค์ก็จะทรงรีบเร่งการลงโทษพวกเขาในโลกดุนยานี้ พวกอะฮฺลุลกิตาบที่เหลืออยู่ จนกระทั่งในสมัยของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ยังคงมีความสงสัยในคัมภีร์อัรเตารอฮฺและอัลอินญีล เพราะพวกเขาได้เลียนแบบบรรพบุรุษของพวกเขาโดยปราศจากหลักฐาน (สมาคมนักเรียนเก่าอรับ)

         ก่อนอื่น เราต้องถาม ตัวเราเองก่อนว่า เราอยู่ในบรรดา พวก ที่แตกแยกออก เป็นนิกายหรือไม่?  เช่นถ้า คุณอยู่ในนิกาย ซุนนีย์ คุณยอมรับ มุสลิมที่อยู่ ใน นิกายอื่นๆ เช่น นิกาย “ชิอะต์”  ว่าเป็นมุสลิมหรือไม่?

          ถ้า คำตอบของคุณ ว่า คุณสังกัด อยู่ในนิกายใดนิกายหนึ่ง และไม่ยอมรับ มุสลิม ที่มีความศรัทธา เช่นเดียวกับคุณ,  คือ ผู้ที ยอมสวามิภักดิ์ ต่อ พระองค์อัลลอฮ์ หรือ พระเจ้าองค์ เดียว เท่านั้น และ มีความศรัทธา ว่า ท่านรอซูล เป็น ทูตของอัลลอฮ์ และเขื่อ ในความ สัจจริง ของอัลกุรอาน, ถ้าคุณไม่ยอมรับ ผู้ มีความศรัทธา ดังกล่าว แล้ว ว่าเป็น มุสลิมเช่นเดียวกับคุณ,  เพราะเขาไม่ได้อยู่ในนิกาย เดียวกับคุณ  คุณลองพิจารณาดูซิว่า การที่ไม่ยอมรับ มุสลิมด้วยกัน เพราะ เขาไม่สังกัดในนิกายใดนิกายหนึ่งนิกายใดเช่นเดียวกับเรา จะขัด กับ โองการที่กล่าวมาหรือไม่?

         คุณถามผมว่าผม ผมนับถือศาสนาอิสลาม หรือ เป็นมุสลิมหรือไม่? ผมตอบได้ด้วยความ ยินดี ว่า “ผมนับถือศาสนาอิสลามและเป็นมุสลิมที่ดีเช่นเดียวกับคุณ,  แต่ผมไม่ได้ศึกษา ศาสนาในแง่ของ “ประเพณีเพียงอย่าง เดียว”  ผมศึกษาโดยตรงจากอัลกุรอาน และพยายามเข้าใจอัลกุรอาน ในแง่ ของ ตรรกวิทยา และ ปรัชญา หรือ ปัญญาความรู้(ฮิกมะห์) ที่มี อยู่ ในอัลกุรอาน และ ทำความเข้าใจ การเปรียบเทียบ หรือ อุปมาอุปมัย ทีมี อยู่ ใน อัลกุรอาน ออกจาก “ฮิกมะห์”

        ถ้าคุณศึกษาศาสนาอิสลามตามแบบฉบับ ของท่าน “รอซูล” ซุนนะห์ที่แท้จริง คือใช้อัลกุรอาน เพียงสิ่งเดียว,  ในการเรียน การสอน และปฏิบัติ ศาสนกิจ ประจำวันแล้ว คุณจะเป็นมุสลิม ที่แข็งแกร่ง ในความศรัทธา และมุสลิมทุกๆท่าน จะรวมกัน เพราะ เรายึดถือเชือกเส้นเดียวกันกับท่านรอซูล คือ “อัลกุรอาน” เป็น สิ่งนำทางเราไปใน วิถีทางที่ถูกต้อง   ดังจะเห็นตัวอย่าง ความรุ่งเรืองและความแข็งกล้า ของมุสลิม ในสมัยท่านรอซูล

        เมื่อใดก็ตามที่มุสลิมแตกออกเป็นนิกายต่างๆ อย่างเช่นที่เป็นอยู่ทุกๆวันนี้ มุสลิมจะตกเป็นเหยื่อและเครื่องมือ  และเป็นทาส ของผู้ที่มีกำลังเหนือกว่า ดังเช่นที่เราเห็นกันอยู่ ในทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะเราไม่อยู่ ในโอวาท ของและปฎิบัติตามบัญญัติของ พระองค์อัลลอฮ์

      ผมขอนำคำอธิบาย  ใน  อัลกุรอาน  ซูเราะฮฺ ฏอฮา   อายะห์ที่ ๑๒๔ ถึง ๑๒๗ มาอ้างอีกครั้งหนึ่งเพื่อประกอบเหตุผลของผม

“ผู้ใดก็ตามที่ไม่ให้ความศรัทธาแก่คำสอนของ อัลลออ์ (อัลกุรอาน) จะมีชีวิตที่ ทรมาณ มีแต่ ความ ยากลำบาก ตลอดชีวิต, และพระองค์จะให้ เขามีชีวิตขึ้น ใหม่และตาบอด, ผู้นั้น จะ ถาม พระองค์ อัลลอฮ์ ว่าเพราะเหตุใดพระ องคฺ์ อัลลอฮ์จึงให้เขาเกิดมาตาบอดในวันตัดสิน ใน เมื่อ เขาสามารถ มองเห็นได้ในเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ พระ องค์อัลลอฮ์จะทรงตอบว่า ทั้งนี้ เพราะพระองค์ได้ส่ง อัลกุรอานมาให้ เขาแล้วแต่ เขากลับลืมที่จะปฏิบัติ ตาม โอวาท ของ พระองค์, ผลก็คือพระองค์อัลลอฮ์ก็ลืมเขาในวันตัดสิน ดังนั้น พระองค์ จึงลงโทษ ผู้ซึ่ง ปฏิบัติเลย เถิด (สร้างภาคีเทียบพระองค์อัลลอฮ์) และปฏิเสธ ที่จะเชื่อและปฏิบัติ ตาม บัญญัติ ใน อัลกุรอาน, และผลที่จะได้รับในวันตัดสินจะรุนแรงและไม่มีการสิ้นสุด”

      ถ้าเรา มุสลิม ล้มเหลวและมีแต่ความพ่ายแพ้แล้ว อย่าไปประณาม อเมริกา หรือ ยิว หรือ ประเทศตะวันตก หรือยุโรป  
ถ้ามุสลิม ล้มเหลว และพ่ายแพ้ เราจะต้อง ค้นหาเหตุผล ของความล้มเหลวนั้น โดยเริ่มจาก ความศรัทธา ของเราก่อน  มิฉนั้นแล้ว เราจะตกอยู่ ในสภาพที่ทรมานทางจิตใจ และความยากลำบาก ตลอดชีวิต

             ซึ่งจะเห็นได้จากโองการในซูเราะฮฺ ฏอฮา   อายะห์ที่ ๑๒๔ ถึง ๑๒๗ ว่า ปัจจุบันนี้ มุสลิมเรา หันหลัง ให้อัลกุรอาน และแตกความสามัคคีกัน แยกออกเป็น นิกายและกลุ่มต่างๆ ไม่ยำเกรง ต่อบัญญัติของอัลลอฮ์ และไม่ ปฎิบัติตาม “ซุนนะ ของท่านรอซูลที่แท้จริง  คือใช้ อัลกุรอาน เป็นหลักในการเรียน และการศึกษา และ ปฎิบัติ ศาสนกิจ”

           ผมอยากให้คุณเอาเหตุผลที่ผมอธิบายไปพิจารณา หรือ นำไปให้ คุณราชัน ฮูเซน ซึ่งผมเห็นว่าท่าน ผู้นี้ อาจจะช่วยอธิบาย ให้คุณฟังได้ เพราะท่านมีความรู้กว้างขวาง ถ้าผมผิดพลาด ท่านอาจจะ พิจารณาให้คำอธิบาย ที่ดี กับผมได้   ผมขอขอบคุณ คุณคนจริง ที่มีความห่วงใยต่อผม  ขอพระองค์อัลลอฮ์ ได้โปรด คุ้มครอง คุณ และครอบครัว ให้ปลอดภัยจากภัยต่างๆ  

     ขอพระองค์อัลลอฮ์ ได้โปรด ประทานความปลอดภัย และความสงบ แด่ชาวไทยทางภาคใต้,  และชาวไทยทุกๆคน   ขอพระองค์ทรงประทานความสามัคคี และความเข้าใจที่ดี ในหมู่ ไทยมุสลิม และ เพื่อน ร่วม ชาติ ให้อยู่ในความสงบ  อย่าตกเป็นเครื่องมือ ของผู้ที่ใช้ศาสนา  เพื่อ หาประโยชน์ ในทางการเมือง

วัสสลาม

แมทท์

แก้ไขเมื่อ 04 พ.ค. 47 19:01:02

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 4 พ.ค. 47 18:51:47 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 32

ถึง คุณแมทท์
ผมตักเตือนคุณ ถ้าคุณบอกว่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่าคุณนับถือศาสนาอิสลาม ฮิญาบ ไม่ใช่ประเพณีอย่างที่คุณเข้าใจ คุณลองกลับไปศึกษาเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง ข้อความที่กล่าวว่าให้สตรีมุสลิม "ปกปิดร่างกายให้มิดชิด ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ"
คืออะไร มีความหมายอย่างไร

การแตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ ท่านนบีได้กล่าวไว้ตั้งแต่ยุคของท่านแล้ว ว่ามุสลิมภายหลังจากท่านจะแบ่งเป็น 73 จำพวก แต่มีพวกเดียวเท่านั้นที่จะได้เข้าสวรรค์

คุณ ผม และมุสลิมอีกพันกว่าล้านคนทั่วโลก ต้องถามตัวเองว่าใน 73 จำพวก ตนเองอยู่ในพวกไหน

1.ใครคือพระเจ้าของเจ้า
2.ใครคือศาสดาของเจ้า
3.ใครคือผู้นำของเจ้า

ให้คำตอบกับตัวเองได้หรือยังครับ

ด้วยสลามและดูอาอ์


จากคุณ : คนจริง - [ วันฉัตรมงคล 10:00:23 A:202.129.1.4 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 33

อัสสลามมุอะลัยกุม
คุณคนจริง
ตามที่คุณกล่าวแก่ผมว่า
“คุณลองกลับไปศึกษาเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง ข้อความที่กล่าวว่าให้สตรีมุสลิม "ปกปิดร่างกายให้มิดชิด ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ"
คืออะไร มีความหมายอย่างไร?
เรื่องนี้ผมว่าคุณต้องไปศึกษาเอาเอง แต่อย่างไรก้ตามผมจะเล่าเรื่องราวของ “ฮิญาบ” ให้คุณฟัง คุณทราบไหมว่า

ในขณะที่มุสลิมทั้งหลายคิดว่า“ฮิญาบ” เป็นเครื่องแต่งตัวที่บังคับใช้ให้ผู้หญิงมุสลิมต้องคลุมศีรษะนั้นแสดงให้เห็นว่า เขาเหล่านั้น ไม่ได้ใส่ใจเลยว่า“ฮิญาบ” ที่เป็นเครื่องหมายในการแต่งตัวนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในข้อบังคับของ อิสลาม และไม่มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอานแม้แต่แห่งเดียวเลย

“ฮิญาบ” หรือผ้าคลุมหน้านี้มีมานานก่อนศาสนาอิสลามมีมาตั้งแต่เริ่มยุคของความ ศิวิไลซ์ เราจะเห็นได้ตั้งแต่ ในสมัยเริ่มแรก และตอนระยะหลังๆ ของ ศิลปะของ กรีกและโรมัน ได้มีหลักฐานทางโบราณคดี ที่ พบ ในเครื่องปั้นดินเผา, รูปภาพและศิลปต่างๆ รวมทั้ง การจดบันทึกของ กฎหมาย ในสมัยนั้น แสดงให้เห็นว่า ประเพณีของกรีกและโรมัน ใช้ผ้าคลุมศีรษะ “ฮิญาบ” เป็นเครื่องแต่งตัวในการประกอบกิจในทางศาสนา ดังนั้นประเพณีการแต่งตัวของ ผู้ชายที่ใช้ผ้าคลุมศีรษะ และผู้หญิงใช้ “ฮิญาบ” นั้น ก็ถูกนำเข้ามาใช้ในชาวยิว ซึ่งปรากฏหลักฐานอยู่ใน หนังสือที่ใช้อธิบาย ประกอบคัมภีร์ ของชาว ยิว (เทียบเท่ากับหนังสือฮาดีษของยิว) และคริสต์เตียนก็นำ “ฮิญาบ” เข้ามาเป็นประเพณี ทางศาสนาเช่นกัน

มีผู้นำศาสนา “ยิว”กล่าวว่า “ เราไม่เคยเห็นคำสอนในตอราฮ์ ที่พระเจ้าบังคับให้ผู้หญิงคลุมศีรษะ แต่เราทราบว่ามันเป็นประเพณีต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานับพันๆปี” นี่แสดงให้เห็นว่า “พระเจ้าไม่เคยกำหนดให้ผู้หญิง ใช้“ฮิญาบ” แต่การแต่งตัวของหญิงที่ใส่“ฮิญาบ” นั้น เป็นประเพณี ซึ่งไม่ได้อยู่ในหลักการของศาสนาอิสลาม

หลังจากท่านศาสดามูฮัมมัดสิ้นชีพ ผู้จดบันทึก “หนังสือฮาดีษ” ได้รวมเอา“ฮิญาบ” ซึ่งเป็นประเพณีแต่ดึกดำบรรณ มารวมไว้และอ้างว่าเป็นคำสั่งของท่านรอซูลล์ ทั้งๆที่เอาตัวอย่างมาจาก ยิวและคริสเตียน ทั้งนี้เพราะเรื่อง การสวมใส่ “ฮิญาบ” ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน

นักศึกษาทั้งหลายและผู้ที่เคยศึกษาขนบธรรมเนียมของชาวยิว จะเห็นว่าการคลุมศีรษะของผู้หญิงยิวรวมทั้งผู้ชายด้วย นั้น เนื่องจากถูกบังคับจากผู้นำทางศาสนายิว จะสังเกตเห็นว่า ในปัจจุบัน สุภาพสตรียิว ก็ยังใช้ “ฮิญาบ” เป็นส่วนใหญ่แทบทุกโอกาส ในโบสถ์ในการพิธีการแต่งงาน และในพิธีการทางศาสนา

ในอเมริกา ตั้งแต่สมัย๖๐ ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงยังนิยมใช้“ฮิญาบ” ในเวลาไปโบสถ์ และพวกศาสนาหรือชาวอามิช อเมริกันก็ใช้ “ฮิญาบ” อยู่ในทุกๆวันนี้ซึ่งจะใช้อยู่ตลอดเวลา ในปัจจุบันผู้หญิงคริสเตียน ในอเมริกา ใช้“ฮิญาบ” ในเวลาไปโบสถ์แต่สำหรับ แคโธริค คริสเตียน “ชี” จะใช้“ฮิญาบ” อยู่ตลอดเวลา

ที่กล่าวมานี้จะเห็นว่าในตะวันออกกลางชาวชาติเชื้อ อรับ จะเป็น ยิว, คริสเตียน หรือ มุสลิม ก็ตาม จะ ใส่“ฮิญาบ” เหมือนกันหมด เพราะว่ามันเป็นประเพณีของชนเชื้อชาวอาหรับมาเป็นเวลานับพันๆปี ดังนั้นสำหรับ มุสลิมที่ใส่“ฮิญาบ” ไม่ใช่เพราะ “อิสลาม” แต่เพราะว่าเป็นประเพณีของชาวอาหรับทั้งหญิงและชาย

ในตอนเหนือของอาฟริกาบางเผ่าที่เป็นมุสลิม ผู้ชายใส่“ฮิญาบ” แทนที่จะเป็นเครื่องแต่งกายของผู้หญิง เราจะเห็นว่าประเพณีการใส่“ฮิญาบ” กลับเพศกัน ทั้งนี้เพราะ“ฮิญาบ” ไม่ใช่ “อิสลาม”

เราจะเห็นว่า แม่ชี ในคริสต์ ศาสนาบางนิกาย สรวมใส่ “ฮิญาบ” เช่นเดียวกับหญิงชาวอรับ ทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม ในตะวันออกกลางเช่นกัน ถ้าการสรวมใส่ “ฮิญาบ” เป็นการแสดงออกของการเป็นมุสลิมที่มีศรัทธาที่เคร่งครัดแล้ว “ แม่ชีคาโธริค คริสเตียน ที่เคร่ง ” คงจะเป็นมุสลิมะห์ ที่เคร่งครัดที่สุด ใช่ไหม? ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้ เพราะ “แม่ชีเหล่านั้นเป็น คริสต์เตียน

ทั้งนี้พอจะสรุปได้ว่า “ฮิญาบ” เป็นเครื่องแต่งกายตามประเพณีของคนเชื้อชาติอาหรับไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอิสลามหรือศาสนาเลย และในบางภูมิภาคของโลกเรา ในบางประเทศ ผู้ชายเป็นผู้ที่ใส่ “ฮิญาบ” ในขณะเดียวกันประเทศในภาคตะวันออกกลางผู้หญิงเท่านั้นที่ใส่“ฮิญาบ” ด้วยเหตุผลอันใดที่สุภาพสตรีมุสลิมไทยจะต้องใส่ “ฮิญาบ” ในเมื่อเราไม่ใช่ อรับ และ“ฮิญาบ”ไม่เกี่ยวกับอิสลามเลย

การเอาประเพณีมาผสมผสานกับศาสนาอิสลามก็เป็นการสร้างภาคีกับอัลลอฮ์ เพราะผู้ที่ปฏิบัติตามหลักการอื่นแล้วอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของบัญญัติของอัลลอฮ์ ก็มีความผิดเท่าๆกับผู้ที่สร้างภาคีเช่นกันถ้าเขาปฏิบัติเช่นนั้นไปตลอดชีวิตเขา

การเพิกเฉยต่อบัญญัติของพระองค์อัลลอฮ์ในอัลกุรอาน แต่กลับไปตาม กฎเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งๆที่ไม่มีในอัลกุรอานเป็นการขาดความเคารพยำเกรงต่อพระองอัลลอฮ์และท่านศาสดามูฮัมมัดที่เห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อใดก็ตามที่มุสลิมเรายกเอาประเพณีขึ้นมาเหนือบัญญัติของศาสนา อิสลาม ทำให้ศาสนาอิสลามอยู่ในตำแหน่งที่สองแล้ว จะเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะพระองค์อัลลอฮ์จะต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ
วันนี้คุณเอาไปศึกษาดูก่อน เดี๋ยวจะกลับมาตอบคำถามข้ออื่นๆของคุณ

วัสลาม

แมทท์


จากคุณ : (แมทท์) - [ 6 พ.ค. 47 08:57:56 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 34

ถึง คุณแมทท์
ผมแนะนนำให้คุณไปศึกษาเรื่อง "ฮิญาบ" ในอัล-กรุอ่าน เรื่อง "ปกปิดร่างกายให้มิดชิด ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ" แต่คุณปฏิเสธที่จะศึกษา
ถ้าคุณยืนยันว่าคุณเป็นมุสลิม คุณปฏิเสธ อัล-กรุอ่าน ได้อย่างไร คุณแมทท์

1.ใครคือพระเจ้าของคุณ
2.ใครคือศาสดาของคุณ
3.ใครคือผู้นำของคุณ



จากคุณ : คนจริง - [ 6 พ.ค. 47 18:46:03 A:202.129.1.4 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 35

อัสลามมุอะลัยกุม คุณคนจริง
ใจเย็นๆซิครับ เรื่อง คำถามที่คุณ ถามผมนั้น ผมต้องตอบคุณ แน่ ๆ ครับ และกำลัง เขียนคำตอบอยู่  ขอเวลาอีก จนถึง  9 โมงเช้า วัน  เสาร์ ได้ไหมครับ  เพราะ ผม ต้องทำงาน   กลับถึง บ้านดึกๆ ทุกวัน  
  อีกประการหนึ่งผมอยากจะแยกประเด็นออก  จากเรื่อง "ฮิญาบ"  เพราะคำถามที่คุณถามเกี่ยวกับ  หลักศรัทธา ของศาสนาอิสลาม    ซึ่งควรจะแยกออกจาก ประเพณี  "การสวมฮิญาบ"    
    ขอเวลาสักหน่อยครับ  อัลฮัมดุลิลละฮ์  จะต้องตอบแน่ๆครับ

พร้อมกันนี้ผมส่งรูปการแต่งกายของสมาชิกใน  ครอบครัว "ซุนนีย์ มุสลิมที่เป็นชาวอรับ โดยกำเนิด แต่ไม่ แต่งตัวตามประเพณีอรับมา ให้ คุณ และผู้สนใจได้ชมอีก  

รูปภาพ ของครอบครัว "กษัตริย์ ฮุเซน และ พระราชวงศ์"  จอร์แดน     ถ้าฮิญาบ เป็นหลัก การในอัลกุรอานแล้ว  ผู้นำของชาติจะต้องทำตัวอย่างที่ดีให้ ประชาชนมุสลิม เห็น  เป็น แบบฉบับ

             แต่เนื่อง จาก การสวม ฮิญาบ เป็น ประเพณีอรับ  ไม่ใช่หลักการของอิสลาม  ชาวอรับมุสลิม  จึงไม่มีความจำเป็นจะต้อง สวม อิญาบ  เสมอไป

แก้ไขเมื่อ 06 พ.ค. 47 23:03:09

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 6 พ.ค. 47 20:04:59 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 36

Queen Meeting สังเกตการสวมฮิญาบ

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 6 พ.ค. 47 20:09:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 37

อัสสลามมุอะลัยกุม คุณคงจริง

วันนี้ขอตอบคำถามข้อที่ 1 ก่อนนะครับ

1.ใครคือพระเจ้าของเจ้า?

ความจริงตามมรรยาทของมุสลิมคำถาม ข้อนี้ไม่ควรถาม พี่น้องมุสลิมด้วยกัน เพราะเป็น การก้าวก่าย ในความ ศรัทธาของ มุสลิมด้วยกัน แต่เพื่อ เป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่ สนใจที่ไม่ใช่มุสลิม และ มุสลิมที่ต้องการทราบ หลักการ ของอิสลามที่แท้จริง ที่ไม่เคยมี มุสลิมไทย ส่วนใหญ่ กล้าแสดง ความ คิดเห็น เช่นนี้มากนัก

ในการตอบคำถามข้างบนนี้ ผมขอ อัญเชิญ โองการของพระองค์ อัลลออ์ มาอ้างอิงดังต่อไปนี้ จาก ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ อายะห์ 69 และ ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะห์ 62 (5:69, 2:62) ดังต่อไปนี้

1. ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ อายะห์ 69

69. แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธา และบรรดาผู้ที่เป็นยิว และพวกซอบิอูน (*1*) และบรรดาผู้ที่เป็นคริสต์นั้น ผู้ใดที่ศรัทธาต่อ อัลลอฮ์ และวันปรโลกและประกอบสิ่งที่ดีงามแล้ว ก็ไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจ

(1) คือพวกที่สักการะดวงดาว บางทรรศนะก็ว่าสักการะมลาอิกะฮ์ และไม่ผืนหน้าไปทางกิบลัต เวลาทำการสวด

2. ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะห์ 62

62. แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา และบรรดาผู้ที่เป็นยิว และบรรดาผู้ที่เป็นคริสเตียน และอัศ-ซอบิอีน (*1*) ผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก และประกอบสิ่งที่ดีแล้ว พวกเขาก็จะได้รับรางวัลของพวกเขา ณ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจ

(1) ในตัฟซีร อัล-ญาละลัยน์ ระบุว่า “ชนกลุ่มหนึ่งจากยิวหรือคริสเตียน" แต่ทัศนะที่มีน้ำหนักกว่า ว่าเป็นอาหรับมุชริกกลุ่มหนึ่งก่อนอิสลามที่สักการะเจว็ด
(สมาคมนักเรียนเก่าอรับ)

จากคำ ปฎิญาณ ของมุสลิมที่กล่าวว่า

“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระเจ้าองค์ เดียวเท่านั้น” ซึ่ง มีความหมายในภาษา
อรับว่า “ลาอิลาฮาอีลลัลลาฮฺ”
คำว่า “อัลลอฮ์” ไม่ใช่เป็นชื่อของ พระเจ้าของ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่เป็น ศัพท์ ภาษาอรับ ซึ่งมีความหมายเป็นภาษา ไทย ว่า “พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น”
พระเจ้าหรือพระองค์อัลลอฮ์ เป็นผู้ซึ่ง มนุษย์ไม่ อาจจะนำ สิ่งอื่นมาเปรียบเทียบกับพระองค์ได้ ทั้งนี้ รวมทั้ง ศาสดาต่างๆ ตั้งแต่ นบีอิบรอฮีม มาจนถึงท่านศาสดามูอฮัมมัด ไม่อาจ จะถูกยกฐานะขึ้นมาเทียบพระองค์ได้, ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์, สิ่งที่ถูกประดิษฐ์ หรือสร้างขึ้นโดยมนุษย์ หรือ โดยพระเจ้า(อัลลอฮ์)เอง เช่น ธรรมชาติ (ภูเขาและต้นไม้ ฯลฯ), ทั้งนี้ รวม ทั้งนี้รวม ทั้งอารมณ์, ความรู้สึก, ความรัก, ความโลภ ความหลง ฯลฯ

สิ่งที่กล่าวมานี้ ถ้าผู้ใดนำมายกย่องกราบไหว้ บูชา มีความรักและความลุ่มหลง เท่ากับ หรือมากกว่าพระเจ้าแล้ว ถือว่า ผู้นั้นตกอยู่ ในข่ายของการ ตั้ง ภาคี ต่อ พระเจ้า ในภาษาอรับ เรียกว่า “ชิริก”
ผู้ใดที่ถูกเรียกว่า “มุสลิม” คือผู้ที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้

อย่างแน่นอน, ผู้ซึ่งมีความศรัทธา, เขาผู้เป็นชาวยิว, ชาวคริสเตียนที่กลับใจ: ผู้ใดก็ตาม ที่มีความศรัทธาต่อพระเจ้าองเดียว, เชื่อในวันสิ้นโลก, และใช้ชิวิตอยู่ อย่างชอบธรรม (ผู้ที่มีความศรัทธาต่อพระเจ้า) และปฏิบัติ แต่ความดี ตลอดชีวิต, จะได้รับรางวัลจากพระเจ้าของเขา, ซึ่ง เขาเหล่านั้นไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว, หรือจะต้องโศกเศร้า (5:69, 2:62)

คำขยายความก็คือ “ศาสนาอิสลามเป็นศาสนา ของพระเจ้า” เป็นศาสนา ที่พระองค์อัลลอฮ์ ทรงประทานผ่าน ศาสนทูตของพระองค์ มาเป็นระยะๆ นับตั้ง แต่ ท่านนบี อิรอฮีม จนถึง ท่านศาสดามูฮัมมัด ซึ่งเป็นศาสนทูตของพระองอัลลอฮ์ท่าน สุดท้าย เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้นำโองการ ของพระองค์ มา ประกาศต่อ มนุษย ชาติ “นั้นก็ คืออัลกุรอานซึ่งเป็น คัมภีร์ที่ บรรจุรายละเอียดอย่าง สมบูรณ์ ที่สุด ในการใช้ เป็นแหล่ง วิชาในการเรียน การ สอน ศาสนาอิสลาม และ ในการใช้เป็น แนวทาง ในการปฏิบัติ ชีวิตประจำวันของ ผู้ศรัทธา ในพระองค์” ต่อไปนี้คือ คำสั่งของ ท่านศาสดามูฮัมมัด ที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน ซึ่ง เป็นฮาดีษ ที่แท้จริง แต่ มุสลิมส่วนมาก ไม่นำพา ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นสาเหตุ หนึ่ง ที่ทำ ให้มุสลิมตกต่ำ เพราะ “หลงทางจากความแท้จริงของอัลกุรอานที่เป็น “ฮาดีษ” ที่แท้จริง และ สมบูรณ์ ในรายละเอียดที่สุด

“ฉัน (มูฮัมมัด) ยังจะต้องแสวงหาผู้อื่นอีกหรือนอกจากอัลลอฮ์เพื่อเป็นผู้ตัดสิน, เมื่อพระองค์ได้ประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ให้แก่พวกท่าน, ที่ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดสมบูรณ์? ผู้ที่เรา(อัลลอฮ์)ได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขามาก่อน รู้ดีว่าคัมภีร์นั้นถูกส่งมาจากพระเจ้าของพวกเจ้าด้วยความแท้จริง, ดังนั้น(โอ มูฮัมมัด) เจ้าจงอย่าอยู่ในหมู่ของผู้ที่มีความ เคลือบแคลง ใจเลย”. (6:114)

“และพวกเขามิได้มองดูในอำนาจทั้งหลายแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสร้างขึ้นดอกหรือ? และแท้จริงอาจเป็นไปได้ว่า กำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเขานั้นได้ใกล้มาแล้วและยังมีฮาดีษ (حَدِيثٍ) อื่นใดเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากันนอกจากอัล-กุรอาน” (7: 185)

เมื่ออธิบายมาถึงตอนนี้ เราคงจะเข้าใจได้ ได้ว่า ศาสนา “อิสลาม” คือศาสนา ของผู้ที่ยอมตัวสวามิภักดิ์ จำนน และกราบบูชา ต่อพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น โดยไม่อาจเอื้อมนำสิ่งใด หรือ ผู้ใดมาเทียบพระองค์ได้”


ผู้ที่ปฏิบัติ ตนต่อพระเจ้าดัง กล่าว แล้ว เรียกว่า “มุสลิม”

เนื่องจากว่า ผมเป็นมุสลิม ผมก็คือผู้ที่ยอม ตัวสวามิภักดิ์ จำนน และ กราบบูชา ต่อพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น โดยไม่อาจเอื้อม นำสิ่งใด หรือ ผู้ใด มาเทียบพระองค์ได้

พระเจ้าของผมก็คือ “พระเจ้าผู้เป็น “เอก” หรือ ภาษาอรับ เรียกว่า “อัลลอฮุ”

การยอมรับนับถือ พระองค์อัลลอฮุ ไม่ใช่นับถือแต่ปากเท่านั้น แต่จะต้องระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่ง ที่จะไม่ปฏิบัติ หรือ ทำสิ่งใด ที่อยู่ ในข่ายการ สร้าง ภาคี หรือ ชิรกฺ (ชิริก) โปรดอ่านเรื่อง “ชิรกฺ” ที่ muslimthaiUSA.com เพื่อท่านจะได้ไม่เดินหลงทาง หรือ ยึดเชือกผิดเส้น จากที่ท่านรอซูล ยึดถือ ในขณะที่ท่านยังมีชิวิตอยู่

คุณ คนจริงครับ วันนี้ เอาแค่คำตอบ ข้อที่ 1 ก่อนนะครับ
ขอพระองค์อัลลอฮ์ ได้ทรงโปรดคุ้มครองคุณ และชี้ทางที่ถูกต้องให้กับคุณด้วย

วัสสลาม

แมทท์

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 7 พ.ค. 47 09:52:36 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 38

ถึง คุณ แมทท์
ขอบคุณที่เอารูปของผู้ปฏิเสธอัล-กรุอ่านมาให้ดูนะครับ สตรีมุสลิมที่ยากจนและปฏิบัติตามอัล-กรุอ่าน มีค่าสูงส่งกว่าบรรดาสตรีที่คุณนำรูปมาให้ดูมากมายนักในหลักการของอิสลาม
สมเด็จพระเทพฯทรงเสด็จเยือนประเทศสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านที่นำอัล-กรุอ่าน มาเป็นรัฐธรรมนูญของประเทศเมื่อเดือนที่แล้ว ท่านทรงคลุมฮิญาบ ตามหลักศาสนาอิสลาม ทั้งๆที่ท่านไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ท่านสวยและสง่างามมาก คุณเห็นหรือยัง

อย่าหลงทาง คิดว่าฮิญาบเป็นประเพณีอรับ
ฮิญาบ คือบัญญัติของอิสลาม ผู้ไม่ปฏิบัติตาม คือผู้ปฏิเสธ
คุณลองให้แฟนคุณสวมฮิญาบดูเถอะ แล้วคุณจะเห็นแฟนคุณสวยและมีคุณค่ากว่าเดิมมากมายนัก

หรือว่าคุณชอบให้แฟนคุณสวมสายเดี่ยว โนบรา โชว์สะดือ นุ่งขาสั้น อวดเนื้อหนังมังสาให้สายตาชาวบ้านดูเวลาเดินข้างถนน ด้วยสายตา:-)กระหาย ก่อให้เกิดการข่มขืนกระทำชำเรากันมากมายในประเทศที่นิยมแต่งตัวยั่วยุกามารมย์

คุณชอบแบบไหนละคุณแมทท์


จากคุณ : คนจริง - [ 7 พ.ค. 47 09:52:36 A:202.129.1.4 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 39

อัสลามมุอะลัยกุม คุณคนจริง

ผมดีใจที่ คุณกล่าวถึงประเทศอิหร่าน ประมุขของประเทศใดก็ตาม ที่เสด็จไปเยี่ยมเยียนประเทศใดก็ตาม พระองค์ จะปฎิบัติตาม ประเพณ๊เพื่อให้เกียรติต่อความศรัทธาของรัฐบาลประเทศนั้นๆ  "พระองค์ทรงคลุมฮิญาบ ตามหลักศาสนาอิสลาม ทั้งๆที่ท่านไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม"  

             นี่แหละครับคุณคนจริง คุณจะเห็นว่า  "ฮิญาบ" เป็นประเพณ๊ไม่ใช่ศาสนา ไม่ว่าผู้ใดที่ไม่ได้นับถือ ศาสนาอิสลาม ก็สวมได้ และก็ดูสวยงามดี  

 เนื่องจากประเทศไทยเรามีองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เป็น องค์ศาสณูปถัมพก  พระราชวงค์ ทั่วทั้งหมด  ให้เกียรติ ต่อทุกๆศาสนา โดย เฉพาะอย่างยิ่ง มุสลิม ในประเทศไทย ได้รับความสุขและความสบาย ในการประกอบศาสนกิจ เพราะพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จ พระ เจ้า อยู่หัว  ทรงเมตากรุณา ต่อ ชาวไทยมุสลิม มาช้านานแล้ว  และมุสลิมจะได้รับพระราชทานเกียรติ เช่นนี้เสมอ

            เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยมุสลิม จะต้อง ร่วมใจ กัน อบรมสั่ง สอน ลูกๆ หลานๆ ให้ รัก ประเทศไทย ที่เป็นบ้านเกิด เมือง นอน ของ เรา   ให้รู้จักรักษาขนบธรรมเนียมไทย ที่ไม่ขัดต่อ หลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม   ให้เกียรติ ต่อผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ที่อยู่ ในสังคมไทยร่วมกับเรา  สอนให้รู้จักว่า ศาสนากับ ประเพณี ทั้งสอง อย่างนี้ ไม่เหมือนกัน  ถ้าเราอยู่เมืองไทย เป็นคนไทย เกิด ในเมืองไทย  ไปแต่งตัวเป็น ชาวอรับ หรือ ตอลิบาน แล้ว จะเรียกว่า รักษาวัฒนธรรมไทยได้อย่างไร

        การเขียนบทความหรือการ สอนศาสนา ควร ให้อยู่ ในกรอบ ของ อิสสลาม ไม่ ควร ก้าว ก่าย ล่วง เกิน ศาสนาอื่น  ตัวอย่าง บทความ ที่ไม่ถูก กาลเทศะ และกาเขียน โดยการขาดมรรยาทสังคม  ที่เห็นได้ชัด  ได้แก่  บทความเรื่อง “มุสลิมกับวันสงกรานต์”   ที่ลงใน มุสลิมไทย.คอม   เมื่อวันขึ้นปีใหม่ของไทย ที่เขียน โดยการขาดความกตัญญูรู้คุณของ บ้านเกิดเมืองนอน และพยายาม แยกตัวเอง ว่าไม่ใช่คนไทย ถึงแม้ว่าจะมีความตั้งใจดี ต่อเด็กมุสลิม แต่ขาดมรรยาทสังคม ในการเขียนโดย ไปก้าวก่ายศาสนาอื่น  

 อีกประการหนึ่งผมชอบคุยเรื่องวิชาการ  และอยาก  คุย  กัน ด้วยสติปัญญาและเหตุผล ไม่ทราบว่าคุณอ่านคำตอบ ของผมเข้า ใจหรือไม่   ถ้าผมคุยกับคุณผมจะไม่ล่วง เกิน เรื่องส่วนตัว ของ ผู้ใด  

อีมาม “มาลิก” กล่าวว่า

        “การมีความรู้ในศาสนาอิสลามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้หรือท่องจำ “ฮาดีษ” ได้เป็นจำนวนมหาศาล  แต่อยู่ที่  “อามาล” (การปฎิบัติ)”  

                    หมายความว่า ตัวอย่างเช่น เราเรียนรู้ทุกอย่างตามซุนนะห์ และตามคำสั่งสอนที่ดี ของท่านรอซูล ในเรื่องมรรยาท และครอบครัว  แต่ถ้าเราไม่เอาความรู้เหล่านั้น มาปฏิบัติ เรา ก็ไม่อาจจะเป็น มุสลิมที่ดีได้  

ตามที่คุณกล่าวว่า

"หรือว่าคุณชอบให้แฟนคุณสวมสายเดี่ยว โนบรา โชว์สะดือ นุ่งขาสั้น อวดเนื้อหนังมังสาให้สายตาชาวบ้านดูเวลาเดินข้างถนน ด้วยสายตา:-)กระหาย ก่อให้เกิดการข่มขืนกระทำชำเรากันมากมายในประเทศที่นิยมแต่งตัวยั่วยุกามารมย์
คุณชอบแบบไหนละคุณแมทท์"

ขอพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงโปรดให้อภัยคุณด้วยครับ...

คุณลองศึกษา ซูเราะฮฺ อันนูรฺ อายะห์ 30.

30. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอ์มิน ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ(*1*) และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา(*2*) นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา(*3*) แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ  

(1)  คือให้ระงับการมองหญิงแปลกหน้าที่ไม่เป็นมะห์รอม
(2)  คือรักษาทวารของพวกเขาให้พ้นจากการทำซินา และเปิดเผยสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย

คุณจะเห็นว่าถ้าชายปฎิบัติตามซูเราะฮฺ อันนูรฺ อายะห์ 30.  ผู้หญิงก็ไม่จำเป็นต้อง คลุมหมดทั้งตัว เหลือกับฝ่ามือ และนัยตาเท่าน้น





ผมว่าคนสวมฮิญาบน่ารักครับ และ สวยงามด้วย   แต่อย่างไรก็คง ไม่ถูกต้องตามที่คุณแนะนำ  เพราะหิญาบ  ปิดไม่หมด   ลองชุดข้างล่างนี้ซิครับ  คุณเห็นเป็นอย่างไร?


ตามที่ คุณกล่าวว่า

   "ผมแนะนนำให้คุณไปศึกษาเรื่อง "ฮิญาบ" ในอัล-กรุอ่าน เรื่อง "ปกปิดร่างกายให้มิดชิด ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ" แต่คุณปฏิเสธที่จะศึกษา"  

ไม่ทราบว่า ซูเราห์ใด?



                ผมว่าจะจบเรื่อง ฮิญาบเพียงเท่านี้  แต่จะตอบคำถามคุณให้จบอีกสองข้อ   ผมอยากเตือนอย่าง  ว่าการปฎิบัติ ภาระกิจทางศาสนา  เป็นหน้าที่ของ มุสลิม ที่จะ ต้อง ทำให้ครบ ถ้วน  ถ้าไม่ทำจะถูก ลงโทษ  แต่ถ้าทำ ก็เป็นมุสลิมที่ดี   แต่ไม่ใช่ทำเพราะว่าต้อง การ ผลตอบแทน โดยหวังว่าจะไปสวรรค์  เพราะ ไม่มีหลักประกันอันใด บางทีเรานึกว่าเราทำถูก แต่ อาจจะไม่ถูก้ได้

อย่าเพิ่งเบื่อคุยกับผมนะครับ ขอพระองค์อัลลอฮ์ได้โปรดคุ้มครองคุณและครอบครัวด้วย

วัสสลาม

แมทท์

แก้ไขเมื่อ 07 พ.ค. 47 12:21:04

แก้ไขเมื่อ 07 พ.ค. 47 12:06:36

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 7 พ.ค. 47 11:57:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 40

สลามทุกท่านครับ

เจอกันอีกแล้วนะครับ คุณแมทท์
คราวนี้ผมมาทักทายเฉยๆ ไม่มีอะไรจะพูดครับ
เพราะความเห็นคุณดูประนีประนอมมากขึ้น

แค่อยากเตือนว่า ...

คำตอบของปัญหาบางอย่าง ไม่ได้อยู่ที่การแยกว่าใครสีดำ ใครสีขาวหรอกครับ
เรื่องบางเรื่องเถียงกันจนควันออกหู ก็ไม่จบ เพราะพยามหาคนถูก คนผิดให้ได้

ในเมื่อพระเจ้าสร้างกฎต่างๆมา เพื่อให้ง่าย สำหรับทุกคน
ดังนั้น ...
กฎทุกกฎ จึงมีข้อยกเว้น และความยืดหยุ่นในตัวมันเองครับ

อยู่ที่เราจะแสวงหาขอบเขต หรือการประนีประนอมให้ได้....
ระหว่าง กฎกฎนั้น และ กาละเทศะ เท่านั้นเอง

ปล.ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ทุกท่านระวังสุขภาพด้วยนะครับ
(ผมโดนไข้หวัดเล่นงานไปแย้วอ่ะ... T_T)

วัสลาม
^_^


จากคุณ : หง่า..น้ำมืกไหยเยย (มุสลิมคน1) - [ 7 พ.ค. 47 16:52:26 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 41

อัสสลามมุอะลัยกุมคุณมุสลิมคน1

การสนทนาเรื่องศาสนา ไม่มีข้อสรุปหรอกครับ   นอกจาก มุสลิมจะใช้หลักการเดียวกัน "คือ อัลกุรอาน" และตัดเรื่อง เหลวไหล ที่ เป็น " เรื่องเล่าเรื่อง ประกอบ ของ ประเพณีต่างๆ ที่ ไม่ตรงกับหลักการ ของอิสลาม"  ออกเสียแล้ว  จะทำให้ศาสนาอิสลาม ง่ายมากอย่างที่คุณกล่าวมา"

   ตำราอื่นๆที่ใช้สอนศาสนานอกจาก " อัลกุรอาน" แล้ว ทำให้ศาสนาอิสลามยากในการปฏิบัติ กว่าที่พระองค์อัลลอฮ์ ท่านทรง มุ่งหวังไว้

 ขอบคุณในความมี Vision ของคุณ  ขอพระองค์อัลลอฮ์ ได้โปรด คุ้มครอง คุณและครอบครัว, ไทยมุสลิม ทุกๆท่านและประชาชนชาว ไทย ให้พ้น จาก เหตการณ์ ที่ยุ่งยาก และมีแต่ความสงบ ร่มเย็น โดยทั่วๆไป

วัสลาม

แมท์

แก้ไขเมื่อ 07 พ.ค. 47 19:34:44

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 7 พ.ค. 47 19:32:09 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 42

สลามครับ คุณแมทท์

ที่คุณแมทท์คิด ถูกต้องแล้วครับ

ความเห็นของผู้รู้ มีทั้งจริง ทั้งปลอมปน
โดยมีการตีความจากผู้รู้ แตกต่างกันไป จึงทำให้การคิด การปฎิบัติ ดูยุ่งยาก

การยึดกุรอ่านเป็นหลัก ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แต่อยากให้คุณแมทท์ใส่ใจ การใช้ชีวิตของท่านศาสดา จากอัลฮะดิส ด้วยครับ
หากเราเชื่อว่า ท่านศาสดาคือผู้ที่สมบูรณ์แบบแล้ว
เราก็ควรศึกษาการใช้ชีวิตของท่านนะครับ

แต่หากถามผมว่า แล้วผมเป็นพวกที่เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ การตีความอัลฮะดิส
ผมอยากจะบอกว่า ....
ผมเป็นทั้งสองแบบครับ
เพราะระบบการคิดของผม จะเป็นในลักษณะ Case by Case ครับ

คือผมจะใช้กุรอ่านเป็นมาตรฐาน
หากฮะดิสใด ขัดแย้งกับอัลกุรอ่าน
ไม่ว่าผู้รู้ หรืออีหม่ามคนไหน จะว่าไงก็ช่าง ... แต่ผมจะถือว่า สิ่งนี้ ไม่น่าเชื่อถือ
แต่หากฮะดิสใด ไม่มีการขัดแย้งกับอัลกุรอ่าน
แม้จะมีการตีความจากผู้รู้แตกต่างกัน ผมก็ถือว่า ใช้ได้ครับ
เพียงแต่ผมมองว่า ความแตกต่างกันนั้น .....
อาจเกิดจาก .. สถานการณ์ .. สถานที่.. หรือ ยุคสมัย
ซึ่งหากไม่ขัดกับกุรอ่าน ความเห็นเหล่านั้น ย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น
ส่วนผมเลือกที่จะกระทำตามความเห็นใด ก็เป็นสิทธิของผม
หรือจะตีความโดยตัวผมเอง ก็เป็นสิทธิของผมเช่นกัน
(ตราบใดที่สิ่งที่ผมคิด ไม่ขัดกับกุรอ่าน)

ส่วนในบางฮะดิสซึ่งเป็นเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์
และไม่เกี่ยวข้องกับคำสอนในอัลกุรอ่าน
ซึ่งมักจะมีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ...
ผมจะพยามหลีกเลี่ยง การตีความฮะดิสเหล่านี้ครับ
เพราะผมถือว่า มันไม่ได้ประโยชน์อะไร กับการใช้ชีวิตของผมเลย

ดังนั้น การที่ผมบอกว่า อิสลามนั้นง่าย
ก็คือการไตร่ตรองว่า
อัลกุรอ่าน ได้สอนอะไร
ท่านศาสดา ได้สอนอะไร
ส่วนความเห็นของผู้อื่น ก็คือ ความเห็นทั่วไป (ซึ่งมีสิทธิที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้)
ผมถือว่าสิ่งเหล่านั้นคือ องค์ความรู้ จากคนรุ่นก่อนๆเรา
ซึ่งก็ไม่ผิด หากเราจะรับฟังไว้บ้าง (ตราบใดที่ไม่ขัดกับอัลกุรอ่านนะครับ)
เหมือนภาษิตไทยครับ
เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด (แต่ระวังผู้ใหญ่เตะเอาก็แล้วกัน) ^o^

จึงไม่อยากให้คุณแมทท์มีอคติมากนัก กับความเห็นของผู้รู้ต่างๆครับ
ผมคิดว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกเชื่ออยู่แล้วครับ

ผมก็ไม่รู้นะครับ ว่ารุปแบบการคิดของผม แตกต่างกับคุณแมทท์มากน้อยอย่างไร
ซึ่งหากจะแตกต่างกัน ก็ไม่แปลกหรอกครับ

อยากให้คิดว่า การเรียนรู้กัน จริงใจกัน และให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่มุสลิมพึงกระทำต่อกันครับ

วัสลามครับ
^_^


จากคุณ : อุ๊ย...ยาวววแฮะ (มุสลิมคน1) - [ 9 พ.ค. 47 18:50:02 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 43

ผมก็ไม่รู้ในหลักการของศาสนาอิสลามนะครับ

แต่ว่าผมรับไม่ได้เลยถ้าผู้หญิงมุสลิมแต่งตัวตามแบบตอลิบัน


จากคุณ : ชิโฮจัง - [ 10 พ.ค. 47 08:41:08 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 44

สุภาพสตรีมุสลิมชาวอัฟกานิสตาน หลังจาก "ตอลิบาน" ถูกขับไล่ออกจากอำนาจการปกครอง

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 12 พ.ค. 47 11:05:34 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 45

สวัสดีครับ "ชิโฮจัง"

ผู้ที่นับถือ อิสลาม แล้ว ก็คือ ผู้ที่ ถวายความนอบน้อม, จำนน, สวามิภักดิ์, กราบเคารพ และบูชา  ต่อ "พระเจ้าองค์เดียว"  ทั้งกาย, วาจา, ใจ ด้วยความจริงใจ อย่างแน่วแน่เท่านั้น

   การ นับถือ ศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่ ถือตาม "ประเพณี" ประมาน 95 % ส่วนผู้ที่ถีอตาม "อัลกุรอาน" ซึ่งเป็นหลักการ ของอิสลาม ที่บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่ง ใด เจือปน หรือ บิดเบือน มีอยู่ เป็น ส่วน น้อยมาก

  นอกจากนี้ ในกลุ่มของ ผู้ที่ถือตาม ประเพณ๊ นั้น ยังแตกแยก ออก เป็น กลุ่มย่อยๆ อีก ประมาณ 73 กลุ่ม หรือ นิกาย    ใน 73 กลุ่ม นี้ มี นิกาย ใหญ่ๆ อยู่  สอง นิกาย  คือ "ซุนนีย์"  และ "ช๊อะต์"  ทั้งสองกลุ่มใหญ่ นี้ ไม่เข้ากัน อย่าง "น้ำ" กับ "น้ำมัน" ทีเดียว  

ข้อที่น่า สังเกตุ ประเทศ ที่ส่วนใหญ่ เป็น ชีอะต์ มีความเจริญ รุ่งเรือง และมีความรู้ ดีกว่า กลุ่ม ประเทศ ที่ส่วน ใหญ่เป็น "ซุนนีย์"  ทั้งๆที่ สองกลุ่มนี้ ถืออิสลาม ตาม ประ เภณี ทั้งคู่ แต่ไม่ ยอมรับกัน

 ผู้ที่อยู่ ในนิกายซุนนีย์ บางท่าน จะรัง เกียจ "ชีอะต์" แบบไม่ยอมรับว่า เป็น มุสสลิม เหมือนกัน เลยทีเดียว   แต่ในกลุ่ม ชีอะต์ จะไม่แสดงความ รังเกียจ กลุ่มอื่นๆ ออกมานอกหน้า

  นอกจากนี้ ในกลุ่ม ซุนนีย์" ยัง แยกออก เป็น กลุ่มย่อยๆ  อีกจำนวนมาก  แต่ที่เห็น เป็น กลุ่ม ใหญ่ๆ  มี อยู่ 4 กลุ่ม (รายละเอียดในเรื่อง นี้ คุณ จะ หาอ่น ได้ อย่าง ง่ายๆ ใน เวบไซต์ต่างๆ)

  คุณจะเห็นว่า การแตกแยกออก เป็นกลุ่ม หรือ นิกายดัง กล่าว มานี้  ทำให้ เกิดการ แตกความสามัตตี  กัน ในระหว่าง ผู้ที่เรียก ตัว ว่า เป็น มุสลิม

  ตามหลักการของศาสนาอิสลามแล้ว พระเจ้า(อัลลอฮ์) ทรงรู้ล่วงหน้า ว่า หลังจาก ท่าน ศาสดามูฮัมมัด เสีย ชีวิตแล้ว มุสลิม จะ แตกแยก กัน เป็นนิกายต่างๆ  พระองค์จึง บัญญัติห้ามไว้ ในอัลกุรอาน (6:159, 30:32, และ 42:14)

            อย่างไรก็ตามผู้ที่แตกแยกออกเป็นนิกายเหล่านี้ ต่างกลุ่ม ก็นึกว่าตนทำถูกต้อง,  แต่ถ้าจะเอาตามบัญญัติ ในอัลกุรออานแล้ว มุสลิมควรจะยึดถือ “อัลกุรอาน” เป็นหลักการในการปฏิบัติ การสอน, การเรียน และการปฏิบัติศาสนกิจ และ ชีวิตประจำวันเท่าน้น

          การยึดถือสิ่งใดและปฏิบัติตาม ผู้ใด นอกเหนือ ไปจาก ที่บัญญัติไว้ในอัลกุรอาน เป็นการสร้าง “ภาคี”  เทียบเคียง พระเจ้า และตกอยู่ ในข่าย การ กระทำที่เรียก ตาม ภาษาอรับ ว่า  การกระทำที่เป็น “ชิรคฺ” (ชิริก)

      เนื่องจาก การสวม ฮิญาบ เป็น “ประเพณีอรับ”  ไม่ใช่หลักการของ “อิสลาม”  แต่ถ้ามีผู้อ้าง ว่า “อัลลอฮ์” ทรง กำหนดไว้ ในอัลกุรอาน แล้ว ถือว่า เป็นการสร้าง “ภาคี ” แม้แต่ คำ สั่ง ของ ท่านศาสดา ก็ไม่ อาจจะมา ขัด กับ หลักการในอัล กุรอานได้

ขอความสงบสันติจงมีแด่คุณ

แมทท์



รุปนี้ คือ การคลุมศีรษะ ตาม "ประเพณีอรับ"
     

แก้ไขเมื่อ 18 พ.ค. 47 20:58:24

แก้ไขเมื่อ 15 พ.ค. 47 21:21:08

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 15 พ.ค. 47 21:16:24 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 46

เราไม่รู้ใครถูกใครผิดนะเพราะเราไม่ได้ศึกษาอิสลาม แต่ถ้าให้ดูจากเหตุผล และ logic ต่างๆ เราว่าของคุณ matt ฟังขึ้นสุดง่ะ

จากคุณ : sonnet - [ 18 พ.ค. 47 07:41:17 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 47

อ่านแล้วรู้สึกแย่มากเลยอ่ะ ที่มุสลิมเสนอความคิดที่ต่อต้าน หรือปฏิเสธหลักการบทบัญญัติอิสลามซะเองยังงี้

เรื่องฮิญาบ คุณแมทท์พูดได้งัยว่าไม่ใช่หลักการอิสลาม สตรีมุสลิมถูกบัญญัติให้แต่งกายมิดชิด อนุญาติให้เปิดได้แค่ใบหน้าและฝ่ามือ นี่คือสตรีที่มีศัรทธาในอิสลามต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้ออ้างใดๆที่จะฝ่าฝืนได้

แล้วการที่คุณแมทท์ยกอายะห์ที่ 24:30 แล้วมาบอกว่า ถ้าผู้ชายทำได้เช่นนั้น ผู้หญิงก็ไม่ต้องฮิญาบได้ ใช้อะไรในการคิดเนี่ย อิสลามมีหลักการ มีบทบัญญัติ ให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เด็กและผู้ใหญ่ ผู้มีสติสมประกอบและผู้ที่บกพร่องแตกต่างกันไป ผู้ชายมุสลิมต้องปฏิบัติเช่นนั้นให้ได้ต้องละสายตาลงต่ำ นั่นเพื่อป้องกันสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นเมื่ออารมณ์ใฝ่ต่ำเกิด แล้วผู้หญิงมุสลิมก็ต้องปฏิบัติตามกฏของตนที่มีบัญญัติไว้ ว่าต้องแต่งกายมิดชิด เพื่อป้องกันตนเองจากสิ่งเลวร้ายของอารมณ์ใฝ่ต่ำ และไฟนรกในอาคิเราะห์

การที่คุณแมทท์นำรูปของสตรีอาหรับปิดหน้าเหลือแต่ตา หรือปิดทั้งหมด แล้วมาบอกว่างั้นสตรีมุสลิมทุกคนก็ต้องแต่งแบบนั้น ก็ไม่ถูกอิกแหล่ะ เพราะการแต่งกายของชาวอาหรับไม่ใช่แบบอย่างที่สตรีมุสลิมต้องทำตาม เพราะอาหรับไม่ได้เป็นมุสลิมทั้งหมด แล้วชาวอาหรับก็ยังแต่งกายไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ พื้นฐานที่สำคัญในการแต่งกายของสตรีมุสลิมคือ ปกปิดทั้งร่างกาย อนุญาติให้เปิดใบหน้าและฝ่ามือเท่านั้น นี่คือหลักพื้นฐานในการที่คุณจะใช้สติปัญญาว่าจะทำยังงัยอิก คุณจะใส่เสื้อผ้าสีอะไรก็ได้ คอปก คอกลม คอวี คอจีนยังงัยก็ได้ ผ้าคลุมศรีษะสีอะไรลายอะไรก็ได้ที่มันปกปิดส่วนที่ต้องปิดตามบทบัญญัติ จะใส่กระโปรง หรือกางเกงก็ได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มุสลิมจะใช้สติปัญญาในการคิดว่าตัวเองควรจะแต่งกายแบบไหนเช่นไร แต่ต้องปิดตามบทบัญญัติอิสลาม

ความจริงแล้วเรื่องฮิญาบของสตรีมุสลิมนั้น ไม่ควรนำมาเป็นข้อพิพาทว่าถูกหรือผิด ต้องฮิญาบหรือไม่ เพราะหลักการและบทบัญญัติมีชัดเจนแน่นอน


จากคุณ : อัสตักฟิรุลลอฮ์ - [ 21 พ.ค. 47 13:05:59 A:202.133.182.2 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 48


อัสลามมุอะลัยกุม คุณ อัสตักฟิรุลลอฮ์:

ด้วยความนับถือในความคิด และความเข้าใจของคุณ ผมไม่มีอะไร จะ โต้ตอบคุณได้ เพราะผมได้ อธิบายอย่าง ละเอียดแล้ว ว่า ในอัลกุรอาน บัญญัติที่เกี่ยวกับ การ แต่ง ตัว ของ หญิง และ ชาย มีเพียง 3 บัญญัติ เท่าที่สามารถจะค้นพบได้ในอัลกุรอาน คือ

1. คุณคงเห็นความปราณีของพระองค์อัลลออ์ ได้จากอายะ 7:26 ที่ทรงกรุณาแก่ผู้ยากแค้น ที่บางครั้ง ไม่ อาจจะ แต่งตัว ให้ ถูกตามระเบียบ สังคมได้ พระองค์ อัลลอฮ์ ทรง เตือนใจว่า ไม่ว่าเราจะ แต่งกายให้ได้ ดีอย่างไรก็ตาม หรือ ไม่มีพอที่จะแต่งให้ถูกต้องได้ก็ตาม เครื่องแต่ง กายไม่ใช่สิ่ง สำคัญที่สุดของมนุษย์ ที่สามารถที่ จะปิดบังและ ป้องกัน ความชั่วช้าร้ายได้, การปฏิบัติตัวตามโองการ ของพระองค์ในอัลกุรอานเท่านั้น ที่จะปกป้อง ความชั่วร้ายได้, ข้อความตอนท้าย ของ อายะ 7:26 ที่กล่าวว่า

“26. ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! แท้จริงเราได้ให้ลงมาแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งเครื่องนุ่งห่ม, ทีปกปิดสิ่งที่อันน่าละอายของพวกเจ้า แต่เครื่องนุ่งห่มที่ดีที่สุดคือสิ่งที่ปกป้อง (มนุษย์) จากความชั่วร้าย สิ่งนี้คือโองการของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน) ที่เขาเหล่านั้นควรจะจดจำ”

ซูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ อายะที่ 26 บอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “พระองค์อัลลอฮ์ ทรงบัญญํติ ให้ ปกปิดสิ่งที่น่า อับอาย,อุดจาด (อวัยวะเพศ ส่วนต่างๆ ของชายและหญิง) แต่ศีรษะและทรงผม ไม่ใช่สิ่งอุดจาด, หรือ น่าอับอาย และไม่ใช่ส่วนหนึ่ง ส่วน ใด ของ อวัยวะเพศ


เนื่อง จากการสวมฮิญาบ เป็น ข้อบังคับใน คริสต์ ศาสนา และอิสลาม ได้ยกเลิก คัมภีร์ ต่างๆ ที่มาก่อน อัลกุรอาน, อัลกุรอานจึง เป็น กฎบังคับที่ล่าสุด ในเรื่องการแต่ง กาย ของ หญิง และ ชาย

แต่ในศาสนาคริสต์ บอกไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้หญิง คริสเตียน จะต้อง ใช้ผ้า คลุมศีรษะ (ฮิญาบ) เพื่อ แสดง ให้เห็นว่า เป็นผู้ที่มีความศรัทธาอย่างแท้จริง ศึกษาเรื่องนี้ได้จาก ข้อความต่อไปนี้:
“As we study the issue of head coverings the modern Christian's first response might be that it's archaic, or "of the first century." However, it's in the Scriptures and is taught to those true believers of the common faith of our Lord Jesus Christ.”
( An elucidation of first Corinthians chapter eleven) http://www.kingshouse.org/headcovering.htm

2. ไม่มี อายะใดๆ ในอัลกุรออาน ที่ บัญญัติว่า “สตรีมุสลิมจะต้อง สวม ฮิญาบ” โดยเฉพาะ ในอายะห์ 24:31 นั้น ถ้าคุณ แปล คำต่อคำ แล้ว คุณจะเข้าใจว่า ให้ดึงผ้าคลุม (ผ้าที่คลุมส่วนใดอยู่ก็ได้) มาปิดทรวงอก ของนางผู้ศรัทธา

"วัลยัดริบนะ บิคุมุริฮินนะ อะลายุยูบิฮินนะ"

ความว่า “และเขาผู้หญิงเหล่านั้นควรจะ (หรือจะต้อง) ดึงผ้าคลุม(คลุมศีรษะ, คลุมไหล่) ลง มาปกปิดทรวงอก ของเขา”

โปรดเข้าใจประโยคนี้ให้ดีว่า ในประโยค นี้ไม่มี ความ
หมายว่า “ให้ดึงผ้าที่คลุมส่วนไหนของร่างกายมาคลุมศีรษะ”

แต่หมายความความว่า “ให้ดึงผ้าที่เธอคลุมศีรษะอยู่แล้ว, ตั้งแต่สมัยก่อน ศาสนาอิสลาม, หรือ ก่อน “อัลกุรอาน” ลงมาปกปิดทรวงอกของเขาเหล่านั้น

ดังนั้น อายะ 24:31 จึงไม่อาจจะนำมาอ้างได้ว่า เป็นบัญญัติ ที่บังคับ ให้หญิงผู้ศรัทธา ต้อง สวม ฮิญาบ, (ไม่มีคำว่า ฮิญาบ ใน อายะนี้) แต่ใช้คำว่า “คิมัร” (ซึ่ง หมายถึงผ้าคลุม ศีรษะ หรือ ส่วนใดของร่างกายก็ได้) ให้ดึงผ้าคลุมนั้น มาปิดทรวงอกให้มิดชิด (ทรวงอกหญิงหรือ ส่วน หนึ่ง ส่วน ใด ของ ฐานของทรวงอก ถือ ว่า เป็น อวัยวะเพศ ที่อุดจาด และ อับอาย ในหลักการ ของอิสลาม)


3. ในอายะห์ 33:59 อัลลอฮ์ได้วางกฎในการแต่งกายสำหรับสุภาพสตรี มุสลิมในสมัยที่ท่านศาสดา ยังมีชีวิตอยู่ดังนี้

“โอ้..ศาสดา จงกล่าวแก่ ภริยาทั้งหลายของเจ้า และบุตรสาวทั้งหลายของเจ้า และ ภรรยาทั้งหลายของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อผ้า ลงมาปกปิดตัวของพวกนาง (เมื่อออกนอกบ้าน)เพื่อนางจะเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่อง(นับถือ) และ เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกดูหมิ่น (ลวนลาม) และอัลลอฮฺ์ทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” (33:59)

ในอายะนี้ก็ไม่มี อะไรมาก ไปกว่า มีโองการว่า ให้หญิงแต่งตัวให้เรียบร้อย เมื่อ เวลาออก นอกบ้าน ให้ดึงเสื้อผ้ามาปกคลุม ร่าง กายให้เรียบร้อย ปิดสิ่งที่อุดจาด เพื่อ ไม่ให้ชาวบ้าน ติเตียนหรือลวนลาม ไม่มีข้อความใดที่ สั่งให้ คลุมศีรษะ ในอัลกุรอานมี เพียง 3 อายาต ที่กล่าวมาแล้ว เท่านั้น ที่ กำหนด เครื่อง แต่ง กาย ของ หญิง มุสลิม

ตามที่คุณกล่าวว่า,

“พื้นฐานที่สำคัญในการแต่งกายของสตรีมุสลิมคือ ปกปิดทั้งร่างกาย อนุญาติให้เปิดใบหน้าและฝ่ามือเท่านั้น นี่คือหลักพื้นฐานในการที่คุณจะใช้สติปัญญาว่าจะทำยังงัยอิก คุณจะใส่เสื้อผ้าสีอะไรก็ได้ คอปก คอกลม คอวี คอจีนยังงัยก็ได้ ผ้าคลุมศรีษะสีอะไรลายอะไรก็ได้ที่มันปกปิดส่วนที่ต้องปิดตามบทบัญญัติ จะใส่กระโปรง หรือกางเกงก็ได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มุสลิมจะใช้สติปัญญาในการคิดว่าตัวเองควรจะแต่งกายแบบไหนเช่นไร แต่ต้องปิดตามบทบัญญัติอิสลาม”

ผมเห็นด้วยกับคุณทุกๆอย่างที่คุณบรรยายมา จะคลุมตั้งแต่หัว จรด เท้า เหลือ แต่ตาสองตา มือ สองมือ โผล่มา ผมก็ไม่ขัดข้องอะไร เพราะเป็นสิทธิ ของ สตรี จะทำได้

แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ก็คือ การ “อ้างว่าเป็นบทบัญญัติของพระองค์อัลลอฮ์ ที่ทรงบัญญัติ (บังคับ) ให้หญิงมุสลิม ต้อง คลุม ศีรษะ” เพราะการอ้างเช่นนี้ เป็น การ เบี่ยงเบน และ เพิ่มเติม บัญญัติ เข้าไปในอัลกุรอาน ซึ่ง จะตกอยู่ ในข่าย ของ “ชิริก”

คุณ จะเห็นว่า การคลุมศีรษะนั้น มีบัญญัติ ไว้ ใน คัมภีร์ “ไบเบิล” ของศาสนา
คริสต์, แต่ไม่มีข้อบังคับอยู่ ในอัลกุรอาน ซึ่ง เป็นคัมภีร์ ที่ใช้เป็นหลักการ ของ ศาสนา อิสลาม เท่านั้น, กรุณาอย่าสับสน

จากประโยคที่คุณอ้างมาว่า “สตรีมุสลิมถูกบัญญัติให้แต่งกายมิดชิด อนุญาตให้เปิดได้แค่ใบหน้าและฝ่ามือ” ผมไม่พบ ในอัลกุรอาน อายะใดเลย, ถ้าคุณอ่านพบช่วยกรุณา อ้าง ซูเราะห์ และ อายะ ให้ผมด้วย เพื่อว่าผม ค้นหาไม่ละเอียดพอ หรือ ผิด พลาดไป, หรือ ถ้าคุณเข้าใจผิด ผมอาจจะช่วยชี้แจงให้ , หรือช่วยอธิบายให้คุณเข้าใจได้, แต่ถ้าคุณจะอ้าง “ฮาดีษ” แล้ว หลักฐานใน “ฮาดีษ” ของอีหม่าม ต่างๆ จะ ไม่สามารถ ลบล้างคำสั่ง ในอัลกุรอานได้ แม้แต่ คำกล่าวของท่านรอซูล ดังจะเห็นได้ว่า, แม้แต่ท่าน นบีมูฮัมมัดก็ไม่สามารถที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ เพิ่มหรือลดข้อบัญญัติ นอกเหนือไป จากอัลกุรอานได้ ดังจะเห็นในอายะ (66:1)

“โอ้นะบีเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงห้ามสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติแก่เจ้า เพื่อแสวงหาความพึงพอใจจากบรรดาภริยาของเจ้าเล่า? และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตา”


ที่คุณกล่าวว่า, “ความจริงแล้วเรื่องฮิญาบของสตรีมุสลิมนั้น ไม่ควรนำมาเป็นข้อพิพาทว่าถูกหรือผิด ต้องฮิญาบหรือไม่ เพราะหลักการและบทบัญญัติมีชัดเจนแน่นอน”

ถ้าคุณมีหลักฐานอะไรก็นำมาเสนอ ให้ผมทราบด้วย เพื่อผมอาจจะมองเห็นข้อบกพร่อง ของ ผม ได้บ้าง, ที่ผมนำมากล่าวนั้น ไม่มีเจตนา จะ ตั้ง เป็น ข้อ พิพาท กับ ผู้ใด แต่ เพราะ ผม เกรงว่า เมื่อใดก็ตามถ้า มุสลิมเราประดิษฐ์หรือ ต่อเติม สิ่ง ใดเข้าไปในอัลกุรอานแล้ว, เช่น อ้างว่า “การสวมฮิญาบ” เป็น บัญญัติ ในอัลกุรอานที่ชัดเจนแน่นอน ดังเช่นคุณกล่าว นั้น อาจจะเข้าข่าย ของการสร้าง ภาคึ (ชิริก) ได้

ตามที่คุณกล่าวว่า

“หลักการอิสลาม สตรีมุสลิมถูกบัญญัติให้แต่งกายมิดชิด อนุญาตให้เปิดได้แค่ใบหน้าและฝ่ามือ นี่คือสตรีที่มีศัรทธาในอิสลามต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้ออ้างใดๆที่จะฝ่าฝืนได้”

การแต่งเช่นนั้น ก็คือ การแต่งตัวตามกฎของ “ญาฮาลิยะ” ดังรูป ฮิญาบ ชนิด ต่างๆ ที่ผม ติดไว้ นั้นเอง

ผมหวังว่าคุณคงจะเข้าใจถึง สาเหตุ ที่ผมต้อง นำเรื่อง “ฮิญาบ” มาอธิบาย นั้น ก็เพื่อ ให้พี่น้อง มุสลิม ได้เก็บไป เป็นข้อคิด และ สำรวจ ความศรัทธา ของเรา ว่า “เราควรจะมีศรัทธาต่อ อัลลอฮ์ หรือ เชื่อ ในสิ่งที่มนุษย์ ประดิษฐ์ ขึ้นมา”, ถ้าเรามีความศรัทธาที่แท้จริงแล้ว เราต้อง ตาม ซุนนะห์ ของท่าน รอซูล อย่างเคร่งครัด สิ่ง นั้น ก็คือ “ยึดถืออัลกุรอานเพียงอย่างเดียว เป็น แหล่งวิชาของศาสนาอิสลาม (6:114)

ด้วยความรักและนับถือยิ่ง

วัสลาม

แมทท์


****************************************************************
รูปข้างล่างนี้เป็นรูปที่ผม ยืม มาจาก http://www.addeen.com/muslimah/2.php จากบทเขียน เรื่อง “ความสำคัญของฮิญาบ” ถ้าคุณอ่านแล้ว คุณจะเห็น ว่า ผู้เขียน ยกระดับของ การ สวม “ฮิญาบ” ว่าเป็น ข้อบังคับในอัลกุรอาน เช่น;

“นี่เป็นคำสั่งที่ชัดเจนถึงความจำเป็นจะต้องเอาผ้าคลุม ศีรษะของสตรีและหน้าอกของนาง ดังนั้นผู้ใดที่ไม่สวมผ้าคลุมศีรษะ เปิดเผยหน้าอกและศีรษะของนาง”

นี่คือคำอธิบายที่บิดเบือน ไปจาก ข้อความที่ว่า “"วัลยัดริบนะ บิคุมุริฮินนะ อะลายุยูบิฮินนะ"

ความว่า “และเขาผู้หญิงเหล่านั้นควรจะ (หรือจะต้อง) ดึงผ้าคลุม (คลุมศีรษะ, คลุมไหล่) ลง มาปกปิดทรวงอก ของเขา”

จะเห็นว่าบิดเบือนไปจากความหมายที่แท้จริง ของอายะห์ 24:31 ดังที่กล่าว มาแล้วว่า ไม่มีประโยคใดๆ ในอายะนี้ บัญญัติ ให้ หญิง คลุม ศีรษะ

และบรรยายสอดแทรก ความคิด ของตนเอง ว่า เป็นของ ความคิดเห็นของ “อัลลอฮ์” นอกเหนือไปจาก ที่อายะนี้บัญญัติไว้

“คุณประโยชน์ของการคลุมศรีษะ การแต่งกายอย่างมิดชิด มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ไม่มีผู้ใดรู้ถึง
คุณค่าของมัน นอกจากผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น เพราะว่าการปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด มิใช่เพราะการ
ปกปิดความสวยงามเท่านั้น หากแต่ยังปิดความขี้เหร่อีกด้วย......Munada”

การปกปิดความ ขี้เหร่ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ อายะ24:31 แม้แต่น้อยเลย


 
 


จากคุณ : แมทท์ (แมทท์) - [ 23 พ.ค. 47 10:12:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 49

รูปนี้แสดงให้เห็นการสวมฮิญาบของสุภาพสตรีคริสเตียน

ในศาสนาคริสต์ บอกไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้หญิง คริสเตียน จะต้อง ใช้ผ้า คลุมศีรษะ (ฮิญาบ) เพื่อ แสดง ให้เห็นว่า เป็นผู้ที่มีความศรัทธาอย่างแท้จริง ศึกษาเรื่องนี้ได้จาก ข้อความต่อไปนี้:
“As we study the issue of head coverings the modern Christian's first response might be that it's archaic, or "of the first century." However, it's in the Scriptures and is taught to those true believers of the common faith of our Lord Jesus Christ.”
( An elucidation of first Corinthians chapter eleven) http://www.kingshouse.org/headcovering.htm

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 23 พ.ค. 47 10:16:39 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 50

สลามทุกทั่น

จากที่คุณแมทท์ตอบมา ประโยคนี้ที่คุณลงไว้ ว่า“และเขาผู้หญิงเหล่านั้นควรจะ (หรือจะต้อง) ดึงผ้าคลุม (คลุมศีรษะ, คลุมไหล่) ลง มาปกปิดทรวงอก ของเขา”
ใครที่อ่านด้วยใจบริสุทธิ์ และสติปัญญาที่ตรองให้ดี จะคิดได้ว่า นั่นคือผ้าคลุมศีรษะ เพราะที่ว่า " ดึงผ้าคลุมลงมาปกปิดทรวงอกของเขา" ในวงเล็บนั่นคือการขยายความของผู้แปลใช่มั้ย การที่ดึงผ้าคลุมลงมาปิด คุณคิดว่าดึงลงมาจะดึงได้จากที่ไหน จากข้างล่างลงมาได้มั้ย ถ้าเป็นผ้าคลุมไหล่แล้วต้องดึงลงมาด้วยเหรอ แล้วถ้าใช้ดึงเสื้อมาปิดแล้วให้สะดือโผล่งั้นเหรอ


จากคุณ : อัสตักฟิรุลลอฮ์ - [ 23 พ.ค. 47 10:36:30 A:202.133.165.108 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 51

ถึง คุณแมทท์
1.ใครคือพระเจ้าของคุณ
2.ใครคือศาสดาของคุณ
3.ใครคือผู้นำของคุณ



จากคุณ : คนจริง - [ 23 พ.ค. 47 12:06:24 A:202.129.1.54 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 52

อัสลามมุอะลัยกุมคุณ อัสตักฟิรุลลอฮ์

คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ, "....จงดึงผ้าที่คลุมศีรษะ(อยู่แล้ว) ลงมาปิด ทรวงอก ของ นาง....." ในที่นี้หมายถึง การคลุมศรีษะ ของ ชาว อรับ มีมาก่อน อิสลามแล้ว เพราะ เป็น ประเพณีท้อง ถิ่น ของเขา แต่ถ้าหญิงผู้ศรัทธา แต่ง ตัว ไม่เรียบร้อย เปิดทรวงอก ประเจิดประเจ้อ, อัลกุรอาน ระบุ ว่า ให้ดึงผ้าที่คลุมศรีษะลง มาปกปิดทรวงอกของ นางด้วย เพื่อไม่ให้อุดจาด
แต่ไม่มีตอนใด ในอายะนี้ บอกให้สตรีคลุมศีรษะ คุณลองพิจารณาให้ดีๆ ซิครับ ทั้งทางด้าน ภาษา และ ประวัติการแต่งตัว ของหญิง อรับ ก่อน หน้าที่ "อัลกุรอาน" จะถูกประทานมา.... อ่านใจเย็นๆแล้วจะเข้าใจครับ.... ฮิญาบ สวม กันมาก่อน สมัย “อัลกุรอาน” ศาสนายิว และ คริสต์ บังคับให้ผู้หญิง สวม ฮิญาบ มานาน แล้ว แต่ในอัลกุรอาน ไม่ได้บังคับให้หญิงมุสลิมสวมฮิญาบ อาจจะ มีอยู่ แต่ ใน "ฮาดีษ" เท่านั้น....

วัสลาม

แมทท์


จากคุณ : แมทท์ - [ 23 พ.ค. 47 13:36:20 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 53

อัสสลามุอลัยกุมวะเราะฮ์มะตุลลอฮ์ คุณแมทท์
ประเด็นฮิญาบจากมุมมองนี้คุยยังไงก็คงหาข้อสรุปยากนะครับ เพราะยืนอยู่คนละลำเรือกันกับพี่น้องหลายท่านที่เข้ามาแสดงความเห็นและความหวังดี
ประเด็นสำคัญน่าจะเป็นการคุยกันในหลักการมากกว่า ว่า ทำไมคุณจึงไม่ยอมรับฮะดีษ ? เหตุผลของคุณคืออะไร ? เพราะคุณสงสัยในความถูกต้องของฮะดีษในตำราต่างๆ หรือเพราะคุณไม่ยอมรับหลักการที่จะต้องมีฮะดีษท่านนบีเพื่ออธิบายศาสนบัญญัติ หรือเพราะคุณไม่ยอมรับหลักการที่จะต้องมีฮะดีษท่านนบีเพื่อบัญญัติศาสนบัญญัติ ?
ถ้าเป็นไปได้ ขอให้คุณแมทท์เคลียร์ในจุดนี้ก่อนครับ ถ้าน้ำขุ่น ต้องตามไปดูถึงต้นน้ำครับ การมากลั่นกรองกันในคลองไม่มีประโยชน์


จากคุณ : ตชด.อิสลาม - [ 24 พ.ค. 47 12:37:10 A:80.191.97.22 X:193.251.135.124 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 54

วะอะลัยกุมสลามวะรอฮ์มะตุลลอฮ์วะบะรอกะตุ คุณ ตชด.อิสลาม

ด้วยความนับถือในทัศนะของคุณ ที่ให้ความหวังดีต่อ ผมเช่น เดียว กับ เพื่อนๆไทย มุสลิม จำนวนมาก ที่ตักเตือนผม, รวมทั้ง ผู้ใหญ่ทุกๆ คน ในครอบครัวของ ผมเอง ด้วยความหวังดีเพราะ เกรงว่า ผมจะเดินออก นอกทาง ของ อิสลาม, ผมขอบคุณ ทุกๆคน  ในความรักและ ความ ห่วงใย ของเขา ที่มีต่อ ผม  เรื่อง “ฮิญาบ” ผมว่าคงไม่มีการสรุปหรอก เพราะเหตุผลที่ผม จะอธิบายให้ทราบ แต่ผมนำมาเสนอ ไว้ให้ มุสลิมทุกๆ ท่าน ใช้เป็นข้อคิด เพื่อ ตรวจ สอบความศรัทธาของ เรา ว่าเรา มีจุดยืนอยู่ที่ใด, และมีความศรัทธาใน “อัลลออ์” และโองการของ พระองค์ แรงกล้า เท่าใด?, ที่สำคัญที่สุด คือ เราทำตาม “ฮาดีษ และ ซุนนะห์ ที่แท้จริง ที่ท่าน รอซูล ปฏิบัติ และสั่งสอนหรือไม่?

ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ (9) อายะ31 กล่าว ถึง  พวกที่ไม่เชื่ออัลกุรอาน แต่ ไปยึดถือสิ่งแปลกปลอม  ไว้ดังนี้

“พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานักปราชญ์(อีหม่าม)ของพวกเขา และบรรดาบาทหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้า, อื่นจากอัลลอฮ์ และยึดเอาอัล-มะซีห์บุตรของมัรยัมเป็นพระเจ้าด้วย ทั้ง ๆที่พวกเขามิได้ถูกใช้นอกจากเพื่อเคารพสักการะผู้ทีสมควรได้รับการเคารพสักการะ, แต่เพียงองค์เดียว ซึ่งไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาให้มีภาคีขึ้น” (9:31)

    ผมว่าคงไม่สายเกินไปที่เราจะหันมาสำรวจความศรัทธาของเราว่า เรา เดินมาถูกทางและ ยึดถือ “สายเชือกเสันเดียวกับท่านรอซูลหรือไม?”

จากคำกล่าวของคุณที่กล่าวว่า “ถ้าน้ำขุ่น ต้องตามไปดูถึงต้นน้ำครับ การมากลั่นกรองกันในคลองไม่มีประโยชน์”   ดังนั้นผมจะขอเริ่มต้นจากต้นน้ำเลยทีเดียว แต่ต้อง ใช้เวลานานหน่อย นะครับ

     ความเป็นจริงแล้ว ผมเคยมีความเข้า ใจตามที่มุสลิมไทยส่วนใหญ่และ ปฏิบัติ ตามประเพณีมา เป็นเวลาช้านาน   จวบจน เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ผมเริ่ม สนใจและศึกษา หลักการศาสนาอิสลาม  อย่างจริงจัง  จากทุกแง่ทุกมุม ของความ คิด ของ  ผู้มีความรู้ เกี่ยวกับ อิสลาม และเมื่อมาถึงสมัยนี้  ในยุค “Internet” ผมได้เข้าไปอ่าน คำถามคำตอบ ของเยาวชนมุสลิม และ อาจารย์สอนศาสนาอิสลาม ต่างๆ ที่ให้คำตอบ ในเวบไซต์ ต่างๆ  รวม ทั้ง ของต่างประเทศ ทุกๆ นิกาย โดยคิดว่า “ถ้าเรามีศรัทธาต่อ อัลลอฮ์อย่างแท้จริง และมั่นคงแล้ว”  พระองค์จะโปรดประทาน แสงสว่างและความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้กับผม, ตามวัตถุ ประสงค์ ที่ท่านประทาน “อิสลาม” และ อัลกุรอาน ให้กับ มนุษยชาติ

       ผลจากการศึกษาอิสลามจากความแหล่งต่างๆ ดังกล่าว แล้ว พอจะสรุปได้ว่า ปัจจุบัน บรรดา มุสลิมเรา ในโลกนี้ ตกอยู่ในก้นบึ้ง ของความมืดและการขาดตรรกวิทยา ผมพยายามหลีกเลี่ยงการพูดที่ลบหลู่บรรดาผู้มี ความรู้ทางศาสนา และผู้ใหญ่ ที่ผมเคารพรัก ทุกๆท่าน
ที่ผมกล่าวว่า มุสลิมส่วนใหญ่ “ตกอยู่ในก้นบึ้ง ของความมืดและการขาดตรรกวิทยา” ผมหมายถึง การขาดความเข้าใจ ในการแสวงหาความรู้และนำมาประกอบการพิจารณา เพื่อ หาความ เข้า ใจ ถึง หลัก การ ของ อิสลาม ที่แท้จริง เนื่อง จาก เกรงกลัวบุคคล มากกว่า “อัลลอฮ์”

         บุคคลที่ผมกล่าวถึง คือ  บรรดาครูบาอาจารย์ ทางศาสนาอิสลาม บางท่าน ผู้ที่จะเปรียบเสมือน โคมไฟ ส่องทางแห่งความรู้ที่แท้จริง ในหลักการของ การเรียน การสอน ศาสนา อิสลาม  และช่วยให้กำลังใจแก่นักเรียน หรือ ผู้ที่แสวงหาความรู้ ที่แท้จริง เขากลับ ปิดแสงสว่างแห่งวิชาการเสียเอง  เพราะเพื่อเอาใจคนส่วนใหญ่ ทั้งๆที่รู้ ว่า สิ่งที่เขาสอนนั้น ขาด เหตุผลมาสนับสนุนหลักการสอนของเขา,  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ ทำให้บรรดาครู, อาจารย์เหล่านี้เกิด ความรู้สึกมี ปมด้อย เพราะ ทำให้ สังคม มุสลิมตกต่ำ,  เนื่องจากผู้ที่สำเร็จการศึกษา จาก สถาบัน เหล่านั้น แทนที่จะได้รับ ความรู้ที่ เสริมส่ง สังคม มุสลิม ให้เจริญ รุ่ง เรือง แต่ ในทางตรงกัน ข้าม  เขา เหล่านั้น กลับหลงกลับเข้าไปติด ปรัก อยู่ ในสมัยก่อน  อิสลาม (สมัย ญาฮิลลิยะฮ์ หรือ Pre-Islamic era)

          เพื่อที่จะบำบัดความรู้สึกมีปมด้อย  บรรดา ครูบาอาจารย์ เหล่านี้  กลับ กล่าวโทษ ผู้อื่น ที่ทำให้ มุสลิมตกต่ำ, เพื่อที่จะปกปิดความผิดของตนเอง ที่ทำการสอนที่นอกหลักการ ของอิสลามโดยความ ขาดตรรกวิทยาที่จะมาสนับสนุนให้  ลูกศิษย์ เกิดปัญญาที่ที่จะแสวง หาเหตุผล ที่จะนำมุสลิม ก้าวไปสู่ความเจริญ ทัดเทียม กับ สังคมอื่นๆได้,  เขาจะกล่าวโทษ ประเทศตะวันตก, และบรรดาผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม   ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ มุสลิมตกต่ำอยู่ในสภาพปัจจุบันที่เราเห็นกัน อยู่ ทุกวันนี้

           แต่เมื่อผู้คนในสังคมมุสลิม ถูกกดขี่, หรือ หมดกำลังใจ, บรรดาอาจารย์ พวกนี้ จะรีบนำเอาประวัติ ความเจริญ ของ มุสลิม ใน สมัย ท่าน รอซูล ขึ้น มาอวดอ้าง หรือไม่ก็กล่าวว่าถูกชาวตะวันตกข่มเหงรังแก, โดยลืมไปว่า ชาวตะวันตกหรือ พลเมือง ของโลก ที่ไม่ใช่มุสลิม นั้น ไม่ใช่ ไม่ได้เป็น สาเหตุ ของความตกต่ำของมุสลิม, และการโยนความผิดไปให้คนอื่นนั้น ไม่ได้ช่วยแก้ไข ข้อบกพร่อง ของการหย่อน ประสิทธิภาพ ในการสอนหลักการของ อิสลาม ของเขาและการเรียนศาสนาของ เยาวชนมุสลิมที่อยู่ ในความรับผิดชอบ ของ บรรดา อาจารย์ เหล่านี้ เลย

             บรรดานักวิชาการทางศาสนาอิสลาม และ มุสลิมส่วนใหญ่ ไม่กล้า หรือ ลังเล ที่จะ สำรวจความศรัทธาของตัวเอง ว่า “เรามีความเข้าใจเนื้อหาของอิสลาม อย่างไร?”  

        เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ความเจริญ ทางสติปัญญาและความศรัทธาของมุสลิมแต่ละคน มีส่วนที่ทำให้เขากล้าที่จะตำหนิตัวเองถ้าหลงหรือ เข้าใจผิด ในหลักการ ของ อิสลาม,  และเขาเหล่านั้นจะต้องกล้า เผชิญ หรือเปลี่ยน แปลง ความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง และยอมรับความ จริง เมื่อมีหลักฐานที่แท้จริง ในอัลกุรอาน มาแสดง,  ความกล้าที่จะเผชิญ ต่อ ความจริง ดังกล่าวนี้ ไม่มีในจิตใจของบรรดามุสลิมส่วนใหญ่,  มุสลิมส่วนใหญ่ ไม่กล้าแม้กระทั่ง จะคิดสงสัยว่า  บรรดาอีหม่าม และ นักปราชญ์ ทางศาสนาอาจ จะ ปฏิบัติ ไม่ถูกต้อง ตามหลักการของอิสลาม ตามวัตถุประสงค์ของ พระองค์ อัลลอฮ์ ก็ได้

  กล่าวมาถึงตอนนี้หวังว่า คุณ ตชด.อิสลาม คงยังไม่เบื่อนะครับ !

ผมขอจัดคำถามของคุณเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อสะดวกในความเข้าใจ ของทั้ง ผู้ถาม,  ผู้ตอบ และ ผู้อ่านอื่นๆด้วยดังต่อไปนี้

   1. ทำไมคุณจึงไม่ยอมรับฮะดีษ ?

  2. เหตุผลของคุณคืออะไร ?

  3. คุณสงสัยในความถูกต้องของฮะดีษในตำราต่างๆ? (ใช่หรือไม่?)

  4. คุณไม่ยอมรับหลักการที่จะต้องมีฮะดีษท่านนบีเพื่ออธิบายศาสนบัญญัติ? (ใช่หรือไม่?)

  5. คุณไม่ยอมรับหลักการที่จะต้องมีฮะดีษท่านนบีเพื่อบัญญัติศาสนบัญญัติ ?  (ใช่หรือไม่?)

แก้ไขเมื่อ 26 พ.ค. 47 02:19:01

แก้ไขเมื่อ 25 พ.ค. 47 18:48:43

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 25 พ.ค. 47 18:39:38 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 55

อ้าว ยังไม่จบกันอีกเหรอครับ...

ผมหากระทู้ไม่เจอแล้วอ่ะนะ แถมโหลดนานอีกอ่ะ
ขึ้นเป็นกระทู้ใหม่ดีกว่ามั๊ยครับ...

อ้อ ฝากถามคุณแมทท์ต่อด้วยครับ
เห็นด้วยหรือไม่ กับคำพูดที่ว่า

"ควรเชื่อทุกฮะดิษ ที่ไม่ขัดกับอัลกุรอาน"

สลามครับ
^_^


จากคุณ : มุสลิมคน1 - [ 28 พ.ค. 47 23:46:37 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 56

เชิญแสดงทัศนะครับ คุณแมทท์ คุณแจงคำถามผมอย่างละเอียดแล้วครับ ที่เหลือคือคำตอบของคุณ หากเป็นไปได้ ขอเชิญไปแลกเปลี่ยนทัศนะที่เว็บไซต์ อิสลามิคโฮมเพจด้วยครับ www.islamichomepage.com

จากคุณ : ตชด.อิลลาม - [ 29 พ.ค. 47 01:06:42 A:80.191.97.42 X:193.251.135.123 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 57

อัสลามมุอะลัยกุมคุณ ตชด.อิสลาม  

ผมต้องขออภัยด้วยที่ตอบล่าช้ามากและไม่ละเอียดเท่าที่ควร ทั้งนี้ งานประจำยุ่งมากที่เดียว  ผมพยายามที่จะตอบคำถามที่  muslimthaiusa.com ด้วย  หวังว่าคุณคงเข้าใจ

1.ทำไมคุณจึงไม่ยอมรับฮะดีษ ?
         
      คำถามนี้ควรจะถามว่าทำไมผมจึงไม่ยอมรับเอา “ฮาดีษ” ซึ่งหมายถึง“คำกล่าว, เรื่องบอกเล่า, นิทาน” เกี่ยวกับท่าน นบีมูฮัมมัด ที่ท่าน อีหม่าม ทั้งหลาย รวบ รวม และ จัดเข้าเป็น รูปเล่ม และ ยก ขึ้น เป็น หนังสือ ที่จะต้อง ใช้ควบคู่ ไปกับ อัลกุรอาน, เพื่อ ใช้เป็นหลักในการเรียน การสอนหรือการ ปฏิบัติ ศาสนกิจ ของอิสลาม?

คำตอบของผมก็คือ เพราะ พระองค์อัลลอฮ์ทรงห้ามไว้ อย่างชัด เจนในในหลาย อายาต ในอัลกุรอาน, ทั้งนี้เนื่อง จากว่า พระองค์ ได้ ประทาน คัมภีร์ ที่บรรจุรายละเอียด ต่างๆไว้ อย่างสมบูรณ์ และ ทรงมีโองการให้ใช้ อัลกุรอาน เท่านั้น เป็น แหล่ง วิชา และ เป็น หลักการในการเรียน การ สอน ศาสนาอิสลาม เท่านั้น  ดังจะเห็น จากโองการต่อไปนี้

ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะ114

     “ฉัน(มูฮัมมัด)ยังจะต้องแสวงหาผู้อื่นอีกหรือนอกจากอัลลอฮ์   เพื่อเป็นผู้ตัดสิน, เมื่อพระองค์    ได้ประทานคัมภีร์(อัลกุรอาน) ให้แก่พวกท่าน, ที่ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดสมบูรณ์? ผู้ที่เรา(อัลลอฮ์)ได้ให้คัมภีร์     แก่พวกเขามาก่อน รู้ดีว่าคัมภีร์นั้นถูกส่งมาจากพระเจ้า      ของพวกเจ้าด้วยความแท้จริง, ดังนั้น(โอ มูฮัมมัด) เจ้าจงอย่าอยู่ในหมู่ของผู้ที่มีความ     เคลือบแคลง ใจเลย.”   (6:114)

                อายะห์ 6:114 นี้สำคัญมากสำหรับผู้ที่มีศรัทธาผู้ซึ่งยอมจำนนสวามิภักดิ์ ต่อพระองค์อัลลอฮ์ ทั้ง กายและใจ และการกระทำ, และ ผู้ที่มีความเชื่อฟังและต้องการปฏิบัติตาม กีตาบุลลอฮฺและอัซซุนนะฮฺของท่านนบี(ซ.ล.) อย่างแท้จริงแล้ว จะต้องยอมรับคำสั่งของท่านนบี เริ่มตั้งแต่ อายะ 6:114 ซึ่งเป็น حَدِيثٍ ฮาดีษ (คำกล่าว) ที่แท้จริงของท่านนบี และย้ำโดยโองการ ของพระองค์อัลลอฮ์   ท่านนบีห้ามมุสลิมไม่ให้ใช้หนังสือ หรือคัมภีร์อื่นใด ใช้เป็นหลัก ในการปฏิบัติหรือ ในการสอนการเรียน ศาสนาอิสลาม นอกจาก “อัลกุรอาน” เท่านั้น  เพราะ “อัลกุรอาน” มีรายละเอียดและความสมบูรณ์ ในเนื้อหา การปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์อัลลอฮ์อยู่พร้อมแล้วอย่างครบครัน  ดังนั้นมุสลิมผู้ใดก็ตามที่ปฏิบัติ นอกเหนือ ไป จากคำสั่งนี้ ถือว่าไม่ตาม ฮาดีษและซุนนะห์ของท่านนบี และกระทำตนขัดต่อ โองการของอัลลอฮ์ ซึ่งบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน

            พระองค์กล่าวย้ำไว้อีกใน(6:115),(7:185),(12:111)


  “และถ้อยคำแห่งพระเจ้าของฉันนั้นครบถ้วนแล้วซึ่งความสัจจะและความยุติธรรมไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงบรรดาถ้อยคำของพระองค์ได้และพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้” (6:115)  


               “และพวกเขามิได้มองดูในอำนาจทั้งหลายแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสร้างขึ้นดอกหรือ ? และแท้จริงอาจเป็นไปได้ว่า กำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเขานั้นได้ใกล้มาแล้วและยังมีฮาดีษ (حَدِيثٍ),อื่นใดเล่าที่พวกเขาจะศรัทธากันนอกจากอัล-กุรอาน”(7:185)    

        ซูเราะฮฺ ยูซุฟ อายะห์111  

             “โดยแน่นอนยิ่ง ในเรื่องราวของพวกเขา(*1*) เป็นบทเรียนสำหรับบรรดาผู้มีสติปัญญา มิใช่เป็นเรื่องราวที่ถูกปั้นแต่งขึ้น(*2*) แต่ว่าเป็นการยืนยันความจริงที่อยู่ต่อหน้าเขา(*3*) และเป็นการแจกแจงทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นการชี้ทางที่ถูกต้อง และเป็นการเมตตาแก่หมู่ชนผู้ศรัทธา” (12:111)
(1)เรื่องราวของยูซุฟและพี่น้องของเขา
(2)อัลกุรอานนี้มิใช่เป็นนิทานหรือข่าวคราวที่เล่ากันหรือเรื่องราวที่ปั้นแต่งขึ้น
(3)แต่ว่าอัลกุรอานนี้เป็นการยืนยันถึงสิ่งที่อยู่ก่อนแล้ว จากคัมภีร์ต่าง ๆ ที่มาจากฟากฟ้า


2. เหตุผลของคุณคืออะไร ?

ความไม่แน่นอนและหลักการในการจดบันทึก “ฮาดีษ” คุณจะเห็นได้ จาก การจดบันทึก ใน คุตอบะห์ ครั้งสุดท้ายของท่าน “รอซูล” ที่มีคนเข้าฟัง เป็น พันๆคน ซึ่งถูกจดบันทึก ไว้ เป็น สามภาคด้วยกันดังนี้:

1. ฉันทิ้งไว้ให้พวกท่านสองสิ่ง นั้นคือ “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์ ของฉัน” (มูวัตตะ, 46/3)

2. ฉันทิ้งไว้ให้พวกท่านสองสิ่ง นั้นคือ “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลุลบัยต์ (มุสลิม 44/4, นุ2408, อิบนุฮันบาล4/366.ดอริ มิ23/1, นุ3319

3. ฉันทิ้งไว้ให้ท่าน, “อัลกุรอาน” เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น เพื่อท่านจะยึดมั่น (เป็นหลักปฎิบัติศาสนกิจ) (มุสลิม 15/19 , นุ1218, อิบนุ มาญะฮ์ 25/84, อาบูดะวูด 11/56)

....เพราะว่าส่วนใหญ่ของมุสลิม ปฎิบัติศาสนกิจตาม สิ่งแปลกปลอมที่มนุษย์ เขียนขึ้น แทนที่จะ ยึด “อัลกุรอาน” เป็น หลักปฏิบัติ เพียงอย่างเดียว(17:46 ) ตามที่ “พระองค์อัลลอฮ์” ทรงบังคับไว้, ด้วยเหตุนี้ “มุสลิม” จึงแตกแยกออก เป็น นิกาย ต่างๆ ทั้งนี้ เพราะว่า พวกนิกายต่างๆ เหล่านี้ ไม่เห็นพ้องกัน และขัด แย้งกัน เนื่องจาก เรื่อง ราว ใน “ฮาดีษ” มากกว่าที่ จะ ขัดแย้งกัน ใน บัญญัติ ใน “อัลกุรอาน”

เนื่องจากฮาดีษบันทึกไว้ทั้ง 3 ภาค, อีหม่าม ทั้งหมด นั่งฟัง อยู่ด้วยกัน แต่บอกเล่ากัน ต่อๆมา กลาย เป็น ว่า ท่าน รอซูล กล่าวครั้งเดียว  แต่ความเข้าใจ ของ ผู้เล่า เช้าใจต่าง กัน ออกไป เป็น 3 ตำกล่าวที่ต่างกัน อย่าง เห็น ได้ชัด


3. คุณสงสัยในความถูกต้องของฮะดีษในตำราต่างๆ? (ใช่หรือไม่?)

        ความแท้จริงของ “ฮาดีษ” เป็นสิ่ง ที่เป็นปัญหา มาตลอด ตั้งแต่หลังจาก ท่าน รอซูลสิ้นชึวิตไปแล้ว เกือบ 2 ศตวรรษ  มาในระหว่าง  ศตวรรษ ที่ 2 ได้มีการ จัดระเบียบ และ วางหลักการ ในการยอมรับความจริง ของ ฮาดีษ แต่ละเรื่อง เป็น หมวดหมู่  แม้กระนั้นก็ตาม  การจัดแยกหมวด ของ “ฮาดีษ” ตั้งแต่ทีไม่มีความแท้จริงเลย จนถึง ที่คิดว่า แท้จรืิงที่สุด, ก็ยังมีรากฐานของความแน่นอนอยู่บนความไม่แน่นอน, เหมือนปลูกตึกอยู่บนก้อนเมฆ, การเชื่อในคำบอกเล่า “ฮาดีษ” นี้ มีความจริงหรือไม่จริง เท่าๆกัน 50/50 เปอร์เซ็นต์ ผมจึงยึดอัลกุรอานเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียว ใน การประกอบศาสนกิจ, ส่วนฮาดีษนั้น  อาจมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ บ้าง ซึ่งไม่เกี่ยว กับความศรัทธา ตามหลักอิสลาม, เพราะ บางส่วนของ ฮาดีษ เรานั้น มีการสอนให้ เป็นคนดี เช่น เดียว กับ ใน คัมภีร์ ไบเบิล, และคัมภีร์ตาลมูด ของชาวยิว

4. คุณไม่ยอมรับหลักการที่จะต้องมีฮะดีษท่านนบีเพื่ออธิบายศาสนบัญญัติ? (ใช่หรือไม่?)

   เราไม่ทราบแน่นอนว่า “ฮาดีษ” เป็น สิ่งแท้จริงหรือไม่ ดังนั้น การเอาสิ่งที่อาจมีการแปลกปลอม มา อธิบายสิ่งที่แท้จริง เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง, และเป็นการสร้างภาคี



 
5. คุณไม่ยอมรับหลักการที่จะต้องมีฮะดีษท่านนบีเพื่อบัญญัติศาสนบัญญัติ ?  (ใช่หรือไม่?)

           หลักการที่แท้จริง ที่จะต้องปฏิบัติศาสนกิจ ในศาสนาอิสลามต้องมาจาก อัลกุรอานเท่านั้น (ดูคำตอบจาก คำถามข้อที่  1 ), เป็นความจำเป็นที่บังคับ ไว้ในอัลกุรอาน ว่า เราจะต้อง เชื่อ ฟัง และ ปฎิบัติตาม ท่าน รอซูล อย่างเคร่งครัด, ภายในขอบเขตของ อัลกุรอาน เท่านั้น  ดังนั้น  ถ้าท่านรอซูลยึดอัลกุรอาน เป็น หลัก ปฏิบัติศาสนกิจ ในศาสนาอิสลาม แต่เพียงแล้ว เราก็จะต้องปฎิบัติเช่นเดียว กับท่านจึงจะถูกต้อง


วัสสลาม


แมทท์

แก้ไขเมื่อ 01 มิ.ย. 47 16:12:11

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 1 มิ.ย. 47 15:59:51 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 58

สลามครับ

ผมว่ารูปแบบความเชื่อมั่นของคุณ และผมแมทท์จะคล้ายๆกันนะ
ต่างกันเพียงบางส่วนครับ....

ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอผมเปรียบเทียบอะไรบางอย่างหน่อยนะครับ

ผมขอเปรียบเทียบรูปแบบของ อัลกุรอ่าน กับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ นะครับ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น (รึป่าวว!?!) :p

ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยทั่วไป ก็จะมีลักษณะดังนี้

1. เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

2. กฎหมายลูกๆต่าง ย่อมสามารถร่างหรือบัญญัติได้ หากไม่ขัดกับตัวรัฐธรรมนูญ

3. เราสามารถเลือกอ่านหนังสือกฎหมายเล่มอื่นๆ เพื่ออธิบายความหมายในมาตรตราต่างๆได้
(ซึ่งเราอ่านเพื่อเป็น แนวทาง ไม่ใช่การอ่านเพื่อ ล้มล้าง รัฐธรรมนูญ)

4. และหากเราเคลือบแคลงในกฎหมายมาตรตราใดๆ เราก็สามารถตัดสินได้ โดยใช้กฎหมายหลัก คือ รัฐธรรมนูญ

อัลกุรอ่านก็มีลักษณะแบบเดียวกัน ...

1. เป็นบทบัญญัติสูงสุด หนึ่งเดียว ของมุสลิมทั้งหมด

2. ฮะดิษทุกบท จึงย่อม เป็นไปได้ หากไม่ขัดกับบัญญัติสูงสุด คือ อัลกุรอ่าน
(ผมพูดถึง ความเป็นไปได้ ... ไม่ใช่ จริง หรือ เท็จ)

3. การศึกษาอิสลาม ย่อมต้องเรียนกุรอาน นั่นแน่นอน
แต่ การเรียนกุรอ่าน ย่อมต้องมีการอธิบายรูปแบบและความหมาย ที่เป็นไปได้ว่าถูกต้อง ไม่ว่าโดยหนังสือ หรือ อาจารย์ใดๆ
เพราะระดับสติปํญญาของแต่ละคน ไม่เท่ากัน
จากหนึ่งประโยค คนอาจจะตีความกันเองไป108
ซึ่งอาจทำให้เกิดการความสับสนในการตีความกันได้

4. หากเราเคลือบแคลงในฮะดิษใดๆ วิธีการขจัดความเคลือบแคลง คือ ใช้อัลกุรอ่าน

-------------

ผมเห็นด้วยกับคุณแมทท์ครับ ... ในแง่ที่ว่า ความเคลือบแคลงของฮะดิษ เป็นปัญหามาโดยตลอด
ซึ่งก็มีบทบัญญัติอยู่แล้วครับ ว่า ... "สิ่งใดน่าเคลือบแคลง ก็ให้ละทิ้งสิ่งนั้น"

แต่คุณต้องรู้แน่ๆว่า ... "มันน่าสงสัย เพราะ ไม่มีตัวบทมาตัดสินจริงๆ"
ไม่ใช่การบอกว่า ... "มันน่าสงสัย เพราะ ขี้เกียจหาตัวบทมาตัดสิน"

ดังนั้น ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิด ในแนวที่ว่า ..
"ปลาในเข่ง เน่าตัวเดียว ก็ต้องทิ้งทั้งเข่ง"

เรามีวิธีที่จะคัดเลือกปลาดี ปลาเน่าได้ ฉันใด
ฮะดิษต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นเท็จเสียทั้งหมด... ก็ย่อมมีทางตรวจสอบได้ ฉันนั้น

ดังนั้น ฮะดิษใด จะน่าเคลือบแคลงหรือไม่ ผมว่ามันมีมาตรฐานที่จะตัดสินอยู่แล้วคือ การใช้อัลกุรอ่าน

ความเห็นของผม ก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ

---------------------------------------------------------

และก็ฝากถามเพิ่มอีกหน่อยครับ ....

1. หากเราจะเชื่ออัลกุรอ่าน เป็นหลักปฏิบัติศาสนกิจ แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่คิดถึงสิ่งรูปแบบของท่านรอซูล,
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราจะปฏิบัติศาสนกิจถูกต้อง ตามแบบที่ท่านรอซูลทำ?

2. หากเราไม่ยอมเรียนรู้ว่า ท่านรอซูลละหมาดแบบใดกันแน่, เราจะละหมาดแบบเดียวกับท่านได้อย่างไร?
ให้คนที่ไม่เคยนมาซ เพียงแค่10คน มาอ่านกุรอ่าน แล้วละหมาด ... คิดว่า เขาจะกระทำเหมือนกันทุกคนหรือ ?

3. และหากยึดอัลกุรอ่านเพียงอย่างเดียว แต่ ปฏิบัติศาสนกิจ ต่างจากท่านรอซูลกันทุกคน,
ล้านคนก็ทำกันล้านแบบ และต่างคนก็คิดว่าของตนถูก จะตัดสินความถูกต้องได้อย่างไร?

สลามครับ ...

^_^



จากคุณ : มุสลิมคน1 - [ 1 มิ.ย. 47 18:56:57 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 59

President George W. Bush และ First Lady Mrs. Laura Bush เข้าพบ Pope John Paul II ที่กรุง Vatican Rome Italy June4, 2004

ภาพนี้สำหรับ มุสลิมที่เชื่อว่า “การสวมฮิญาบ เป็นข้อบังคับของอิสลาม” ในภาพ จะเห็นว่า เจ้าหน้าที่ในกรุง Vatican แนะนำให้ First Lady Mrs. Laura Bush สวมฮิญาบ เมื่อ เวลาเข้าพบ Pope John Paul II ที่กรุง Vatican Rome Italy เมื่อ June 4, 2004

ทั้งนี้เนื่องจากว่า การสวม “ฮิญาบ” เป็นข้อบังคับอยู่ใน “คัมภีร์ไบเบิล” มาก่อนอิสลาม ไม่มีข้อบังคับนี้ ใน “อัลกุรอาน” ฮิญาบเป็นประเพณีของอรับมาแต่ดั้งเดิมก่อนหน้าอิสลาม

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 5 มิ.ย. 47 21:32:03 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 60

ขอเชิญมาแลกเปลี่ยนความรู้ที่ www.islamichomepage.com ด้วยครับ กระทู้นี้ค่อนข้างเข้าลำบากสำหรับหลายๆคนครับ

จากคุณ : ตชด.อิสลาม - [ 9 มิ.ย. 47 22:21:49 A:80.191.97.82 X:193.251.135.123 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 61

อัสลามุอะลัยกุม

คุณแมทท์ไม่ยอมรับฮะดีษเหรอเนี่ย จากอายะฮ์ ที่คุณยกมาเอง เราอ่านแล้วก็เค้าใจว่า ให้มั่นใจให้ศรัทธาเถอะว่าอัล-กุรอานมาจากพระเจ้าแน่นอน มิได้มีการแต่งขึ้นเองจากบุคคลใดทั้งสิ้น

งั้นขอถามหน่อยว่า มีโองการไหนมั่งที่พูดเกี่ยวกับการละหมาด คุณอ่านแค่ในโองการเหล่านั้น คุณละหมาดเป็นมั้ย


จากคุณ : อัสตักฟิรุลลอฮ์ - [ 10 มิ.ย. 47 18:12:38 A:202.133.176.66 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 62

คุณยกโองการนี้ขึ้นมา"....จงดึงผ้าที่คลุมศีรษะ(อยู่แล้ว) ลงมาปิด ทรวงอก ของ นาง....." มาจากอัล-กุรอานใช่มั้ย แล้วคุณจะไปพูดอ้างอิงถึงการคลุมผมของคริสต์หรือยิวอิกทำไม ก็ในเมื่อกุรอานก็มีคำสั่งนี้ มุสลิมะห์ก็ต้องคลุมผม มันใช่อยู่แล้วอ่ะ แล้วคุณจะมาอ้างอิกว่ามันเป็นประเพณีของอาหรับ งั้นโองการนี้ส่งลงมาให้อาหรับอย่างเดียวงั้นเหรอ เข้าใจจากอายะห์ไหนอิกไม่ทราบ

ที่แน่ๆคริสต์หรือยิวก็คือศาสนานึงก่อนอิสลามที่มาจากอัลลอฮ์องค์เดียว การที่คริสต์คลุมผมหรือยิวคลุมผมก็คือคำสั่งของอัลลอฮ์ใช่มั้ย ในขณะนั้นคลุมแค่นั้น แต่เมื่อศาสนาอิสลามได้ลงมา แล้วโองการนั้น(ข้างต้น) ก็ถูกส่งลงมา เหมือนเป็นการเพิ่มเติม ถ้าคุณยังคงอ้างถึงการคลุมผมของศาสนาคริสต์


จากคุณ : อัสตักฟิรุลลอฮ์ - [ 10 มิ.ย. 47 18:23:51 A:202.133.176.66 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 63

อัสลามมุอะลัยกุมคุณ อัสตักฟิรุลลอฮ์

โองการ"....จงดึงผ้าที่คลุมศีรษะ(อยู่แล้ว) ลงมาปิด ทรวงอก ของ นาง....." (24:31) หมายถึงว่า อาหรับก่อนอิสลามเขาคลุมศรีษะ อยู่แล้ว แต่พอมารับ "อิสลาม" พวกที่แต่งตัวไม่เรียบร้อย เปิด หน้าอก อยู่ ก็ จงเอาผ้านั้น ดึงมาคลุม อก.....คำว่า"คิมัร" ไม่จำเป็นจะต้องแปลว่าผ้าคลุมศีรษะอย่าง เดียว, หมายถึงผ้าคลุม จะคลุมอะไรก็ได้......ไม่มีอายะห์ใดๆ ที่บอกว่า " เจ้าจงคลุมศีรษะ แล้วจึงเป็นผู้ ศรัทธา.....หรือจงดึงผ้าคลุมมาคลุมศีรษะเจ้า คุณลองยกมาให้ผมอ่านซิครับ ผมก็บอกตั้ง แต่ต้น แล้ว คุณจะคลุมกันอย่างไรนั้น ผม ไม่สนใจ แต่อย่า เอากฎนี้สอดแทรกเข้า ไป ในอัลกุรอานก็แล้วกัน เพราะจะตกเป็น อยู่ ในการศร้าง ภาคี .....
จงศึกษาเรื่องนี้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกันเรื่อง ยิว และคริสเตียน“As we study the issue of head coverings the modern Christian's first response might be that it's archaic, or "of the first century." However, it's in the Scriptures and is taught to those true believers of the common faith of our Lord Jesus Christ.”
( An elucidation of first Corinthians chapter eleven) http://www.kingshouse.org/headcovering.htm

ถ้าคุณเชื่อว่านะบีอีซา เป้น พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า ผมก็ไม่อาจจะแนะนำอะไรกับคุณได้ เพราะ คุณไม่เข้าใจเหตุใด หญิงคริสเตียน ต้องคลุมศีรษะ? อัลลอฮ์ไม่ได้สอนไว้" และอีกประการหนึ่ง อัลลอฮ์ ได้มีโองการให้ยกเลิกการใช้ คัมภีร์ ก่อนหน้า อัลกุรอาน, ดังนั้นกฎต่างๆในการปฏิบัติศาสนกิจ ของมุสลิมจะต้องมาจากอัลกุรอาน เท่านั้น เพราะอัลกุรอานมีรายละเอียด อย่างสมบูรณื อย่างที่สุดแล้ว.....คุณยังมีความสงสัยใน "ความแท้จริงของบัญญัติต่างๆ ในอัลกุรอานหรือ?" คุณยังมีความสงสัยใน "โองการของ "อัลลอฮ์" อยู่หรือ? คุณเชื่อและเกรงกลัวมนุษย์ มากกว่าอัลลออ์กระนั้นหรือ? ถามคำถามนี้ ก่อนทำละหมาด ทุกๆครั้ง เพื่อที่ การละหมาดของคุณ จะมีความจริงใจ ต่อ"อัลลออ์" ไม่ใช่ละหมาด เพราะ เป็น "ซุนนะห์" เท่านั้น ถ้าคุณ ละหมาด เพราะ เป็น "ซุนนะห์" และ ยังเชื่อในไบเบิล อยู่ โปรด อย่าทำละหมาด จนกว่าว่า ในหัวใจคุณ จะแน่ใจ ว่า "อัลลออ์คือพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่คุณยอมสวามิภักดิ์ และสักการะ ทั้ง กาย วาจา ใจ" และคุณมีความเชื่อมั่นในโองการของพระองค์ โดยไม่มีเงื่อนไข.
การที่นะบีอีซา ถูกยกย่องว่าเป็นภาคึของอัลลออ์ ก็เพราะ ความรักของผู้คนที่มีต่อท่าน นะบึอีซา มีมากเกินกว่า ความรัก และศรัทธา ในอัลลอฮ์
ดังนั้นมุสลิมเราจึงไม่ควร ทำให้ประวัติศาสตร์ ซ้ำรอย โดยการไม่มีศรัทธา ในอัลกุรอาน เมื่อใด ก็ตาม ที่คุณ มีคำถาม ท้าทาย ความละเอียดละออและ ความสมบูรณื ของ อัลกุรอานแล้ว แสดงว่าคุณยังไม่แน่ใจว่าคุณคือใคร? และคุณกำลังนับถือศาสนาอะไร? คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า "คุณอ่านรายละเอียดของ ทุกๆอายะห์ ในอัลกุรอาน โดยความเข้าใจ อย่างถี่ถ้วน หรือ ยัง? ถ้าคุณยังไม่ได้ศึกษาอัลกุรอาน อย่างถึ่ถ้วน แล้ว คุณ ก็เท่ากับ ปรักปรำ ความแท้จริงของ อัลกุรอาน แล้วคุณจะเป็น มุสลิมอย่างไร? คุณทราบได้อย่างไร ว่าไม่มีรายละเอียดเรื่องการละหมาด ใน อัลกุรอาน คุณแน่ใจหรือ ? หรือเพียงแต่ได้ยิน เขากล่าวว่า หรือสอนคุณมาว่า...ให้ถามพวกที่ไม่เชื่อ "อะฮะดีษ" ซิว่า ถ้าไม่มี "อะฮาดีษ" แล้ว มุสลิมจะละหมาดอย่าง ไร? คุณเคยถามอาจารย์ เหล่านั้น บ้าง ไหม? ว่า ท่านรอซูลล ท่านเรียนการละหมาด มาจากใคร? ถ้าการละหมาดมาจาก "อะฮะดีษ" เท่านั้น ทำไม่ มุสลิมทุกๆท่าน จึงละหมาดไม่ เหมือนกัน? และยังคงถกเถียงกันอยู่ว่า ใครจะทำ ถูด "ซุนนะห์" กว่าใคร? มุสลิมที่ไม่เชื่อในอัลกุรอาน แตกแยก ออกกัน เป็นนิกาย ต่างๆ เพราะ ยึด "อะฮะดีษ" เป็นหลักการ ปฏิบัติศาสนกิจ ก่อน ใช้ "อัลกุรอาน"? ทำไมซุนนีย์ มุสลิม และ นิกายอื่นๆ จึงปฏิบัติ ศาสนกิจ ไม่เหมือน กัน "ถ้า อะฮะดีษ" มีความแท้จริง? คำถามเหล่านี้ คุณจำเป็น จะต้อง ตอบ ให้ได้ คุณจึงจะเข้า ใจ หลักการ ของ "อิสลามที่แท้จริง....

ขอพระองค์อัลลอฮ์ได้โปรดอภัยในความลังเลใจและสงสัยในความสมบูรณ์ของอัลกุรอานและทรงคุ้มครองคุณด้วยด้วยเถิด

วัสลาม

แมทท์

 
 


จากคุณ : แมทท์ - [ 12 มิ.ย. 47 22:58:16 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : (ไม่เกิน 150 K / Member เท่านั้น / Preview ไม่ได้)
(gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf)
Photo2Mobile : ยินดีให้นำไฟล์ประกอบนี้ (เฉพาะ gif, jpg, png) ไปให้บริการส่งรูปเข้ามือถือจอสี
(เพื่อป้องกันการถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ การอนุญาตควรมาจากเจ้าของรูปโดยแท้จริง)
ยินดี ไม่ยินดี
 
(ส่งไฟล์ประกอบ Preview ไม่ได้) PANTIP Toys