ลานประหารมารหัวขน"คลองตัน" ตัดตอน๑๐๐ศพ/วัน

ลานประหารมารหัวขน"คลองตัน"
ตัดตอน๑๐๐ศพ/วัน
เปิดลานประหารมารหัวขนกลางกรุง ฯ รพ.ย่านคลองตัน ครองอันดับ ๑ ด้วยสถิติ ๑๐๐ ศพต่อวัน สาวไทยแห่ใช้บริการแน่นขนัด ผ่าน "นายหน้า" ศูนย์ปรึกษาปัญหาครอบครัวนับร้อยแห่ง สาวใหญ่สะท้อนชีวิตไร้เงินรีดลูก หมอไล่กลับ สถิติชี้แท้งเถื่อนเพิ่มสูงตามปัญหาสังคม

ต่อยอดปัญหาเด็ก วัยรุ่นมั่วเซ็กซ์ เสพยาจนถึงการท้องที่ไม่ตั้งใจ เปิดลานประหาร "มารหัวขน" กลางกรุง ย่านคลองตัน จากการทำแท้งเถื่อน แฉเส้นทางขบวนการฆ่าทารกทำเป็นทีม ค่าหัว ๒,๐๐๐ -๑๐,๐๐๐ บาทตามอายุครรภ์ เฉลี่ยถูกตัดตอนวันละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ศพ เจาะใจก่อนเข้าลานประหารผ่านสาวใหญ่ที่ถูกกระทำจากสามีใจโฉด "แทงแล้วทิ้ง" ไร้เงินทำแท้ง จนตรอกกับชีวิต[^_^]ไร้ทางออก...

สาวใหญ่แฉหมดเปลือกผัวทิ้ง-ตั้งท้อง-ทำแท้ง

"ท้องแล้วแท้ง" ปัญหาโลกแตกของเรื่องผู้หญิงกับผู้ชาย กลายมาเป็นปัญหาสังคมกับเรื่อง "การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์" จะด้วยเหตุผลใดๆ ที่ยกมาอ้างก็แล้วแต่ มาวันนี้ดูเหมือนปัญหานี้จะกลายเป็นเรื่อง "ปกติวิสัย" สำหรับคนที่ไม่อยากจะมีลูกไปแล้ว...
"นาง ม." (นามสมมุติ) ก็เป็นหนึ่งในหลายร้อยหลายพันเหตุผลที่เธอเลือกที่จะมา "ทำแท้งเถื่อน" ณ ลานประหารที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ปัญหาของเธอก็เหมือนกับอีกหลายพันหลายหมื่นคนคือ "ผัวทิ้ง" แถมยังเลี้ยงด้วยลำแข้งทุกเช้าเย็น สุดท้ายชายสุดโฉดก็หนีเธอไป ปล่อยให้เธอต้องสู้โลกกับลูกชายตัวน้อยอีกหนึ่งคน อายุ ๑ ขวบ ๔ เดือน กับอาชีพพนักงานปรุงอาหารให้ร้านอาหารญี่ปุ่น
"มันหนีไปเมื่อเดือนเศษที่แล้ว ตอนนั้นก็คิดว่า ไปซะได้ก็ดี เพราะวันๆ มันไม่ทำอะไร เอาแต่กินเหล้าเมายา งานการก็ไม่ยอมทำ ซ้ำร้ายเวลาทะเลาะกันมันก็ประเคนเข่า หมัด ศอกครบทุกสูตรแม่ไม้มวยไทย จนสะบักสะบอม แต่มันก็ดันให้ของขวัญมาอีกหนึ่งชีวิตในท้องเรา ตอนนี้ ๔ เดือนเศษแล้ว พูดตรงๆ แค่ลำพังตัวเองก็แทบจะอดตายแล้ว" นาง ม. กล่าวแบบอัดอั้นตันใจมาแรมปีให้ "ร่วมด้วยช่วยกัน" ฟัง ก่อนจะเข้าไปเจราจาพาทีสู่เส้นทางลานประหารย่านคลองตัน...

หาเช้ากินค่ำไร้เงินทำแท้ง

นาง ม.กล่าวแบบหมดอาลัยตายอยากต่อไปว่า งานที่ทำอยู่นี้ ให้ค่าแรงรายวันๆ ละ ๒๕๐ บาท วันไหนไม่ทำงานก็ไม่ได้ค่าแรง เป็นที่มาว่าเหตุใดเธอจึงตัดสินใจมาที่นี่ ทั้งที่ใจจริงของเธอนั้น ไม่มีแม่คนไหนที่อยากฆ่าลูกของตัวเองได้ลงคอ แต่ถ้าปล่อยออกมาคงจะอดตายกันทั้งบ้าน
"พอรู้ว่าตั้งท้องแน่เลยไปปรึกษาสมาคมวางแผนชีวิตอะไรสักแห่งนี่แหละ ซึ่งทางสมาคมที่ว่าก็เลยแนะนำว่าให้มาที่สมาคมวางแผนครอบครัว ที่ซอยวิภาวดี ๒๒ ซึ่งที่นั่นไม่มีพีธีรีตรองอะไร ถามกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เราก็บอกว่าตอนนี้ประจำเดือนไม่มานานแล้ว จะทำอย่างไรดี จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่าสามารถไปทำแท้งที่โรงพยาบาลไหนได้บ้าง และเขากำชับว่าจะต้องไปด้วยตัวเอง เพราะถ้าให้คนอื่นไปแทนเขาจะไล่กลับทันที" นาง ม.กล่าวถึงขั้นตอนการกำจัดมารหัวขน

หลังจากที่นาง ม. อธิบายถึงความไม่พร้อมจะมีลูกให้กับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ทางสมาคมที่ว่าก็แนะนำไปอีกทอดหนึ่ง ที่มีชื่อสมาคมคล้ายๆ กันที่ซอยสุขุมวิท ๑๒ ซึ่งตรงนั้นเองเธอจึงได้รับทราบว่าครรภ์ของเธอนั้นโตเกิน ๓ เดือนแล้ว และเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นไปอีกหากจะทำแท้งในช่วงเวลานี้...โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายจำนวนที่สูงมาก สำหรับตัวเธอที่หาเช้ากินค่ำไปวันๆ

เพื่อนร่วมชะตากรรมเพียบนั่งรถตู้สู่ลานประหารตัวจริง

ที่สมาคมดังกล่าว ณ ซอยสุขุมวิท ๑๒ เธอได้รับการตรวจครรภ์ ระหว่างที่เธอรอฟังผลนั้น เธอสังเกตว่ามีเพื่อนหญิงร่วมชะตากรรมแบบเธออีกไม่ต่ำกว่า ๓๐-๔๐ คน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นวัยรุ่นอายุไม่เกิน ๒๐ ปี บางคนก็มีผู้ชายซึ่งน่าจะเป็นแฟนมาด้วย นั่งรออยู่เช่นเดียวกับเธอ หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ไม่สามารถทำแท้งให้ได้ ณ ที่นี่ เพราะอายุครรภ์เธอเกินระยะที่ทางคลินิกแห่งนี้จะทำให้ได้ โดยที่นี่จะรับหญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน ๓ เดือนเท่านั้น แต่จะต้องไปทำอีกแห่งหนึ่งแทน

"หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็รับไปขึ้นรถตู้ของคลินิกพร้อมกับจดหมาย น่าจะเป็นจดหมายส่งตัวต่อไปยังที่อีกแห่งหนึ่ง โดยไม่มีใครบอกว่าจะพาไปไหน ตอนนั้นกลัวเหมือนกัน เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่พูดไม่บอกอะไรเลย แต่คิดอย่างเดียวว่า ต้องเอาออก มาถึงขั้นนี้แล้วจะต้องเจออะไรก็ต้องทำใจ"

ซึ่งเธอมาทราบภายหลังว่า สถานที่ที่เธอไปครั้งสุดท้ายนี้คือ รพ. ย่านคลองตัน ที่เธอก็เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก และที่นี่เองทำให้เธอต้องประสบกับปัญหาใหญ่ เพราะค่าใช้จ่ายในการทำแท้งในกรณีของเธอนั้นเหยียบหนึ่งหมื่นบาทเลยทีเดียว...

บุกลานประหารทารก"คลองตัน"อันดับหนึ่ง

นาง ม. เล่าถึงลานประหารอันดับหนึ่งเพื่อตัดตอน "มารหัวขน" ย่านคลองตันอย่างละเอียดว่า ก้าวแรกที่เธอเผชิญคือ เคาน์เตอร์ทำบัตร ที่เธอสามารถผ่านไปได้พร้อมกับจดหมายส่งตัวจากสุขุมวิท ๑๒ หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ส่งตัวเธอด้วยคำพูดว่าเชิญไปที่ห้องตรวจ ด้านหน้าที่เป็นสมาคมวางแผนชีวิตอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาลที่ว่า แม้ประตูกระจกจะใสแต่พื้นที่ภายในก็ออกจะมืดทึบดูเก่าจนมองเหมือนกับมีการติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกด้วย เมื่อเข้าไปด้านใน มีเคาน์เตอร์บริการ และเจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ก็ทำการ "อัลตร้าซาวด์" เพื่อดูอายุครรภ์ ซึ่งก็ได้รับคำตอบตรงกับครั้งแรก เธอตั้งท้องได้เกือบ ๔ เดือนแล้ว

"หลังจากจ่ายเงินค่าอัลตร้าซาวด์จำนวน ๒๐๐ บาทแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็พาเดินมาตามทางแคบๆ หลังร้าน ซึ่งปูด้วยพื้นซีเมนต์ เหมือนกับทางลับอะไรสักอย่าง เดินมาได้ประมาณ ๕๐ เมตร ก็มาทะลุเจอกับตึกใหญ่ สูงประมาณ ๔-๕ ชั้น สีขาวสะอาด เดาว่าน่าจะเพิ่งได้รับการทาสีใหม่ ไม่นานมานี้ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็จะมีเคาน์เตอร์ขนาดย่อม มีพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทำการกรอกประวัติคนไข้ เหมือนกับ รพ.อื่นทั่วไป " นาง ม. บรรยายความกับก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปด้านใน "ลานประหาร" ตัวจริง
ในห้วงเวลาไม่เกิน ๑ ชั่วโมง เธอสังเกตว่ามีผู้หญิงที่น่าจะมีปัญหาเหมือนกับตัวเองเดินเข้าออกโรงพยาบาลไม่ต่ำกว่า ๕ คน เฉพาะที่นั่งมาในรถตู้คันเดียวกับเธอก็ ๒-๓ คน ทุกคนมีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด ไม่นานเกินรอ เจ้าหน้าที่ก็ขานชื่อเธอเพื่อไปพบแพทย์พร้อมกับแฟ้มประวัติใบใหญ่ ทันทีที่เธอพบหน้าหมอ ไม่มีคำถามอะไรมากไปว่า การแจ้งรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้เธอทราบ

"หมอบอกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ที่นี่ทำได้ทุกกรณีจะกี่เดือนก็ตาม หมอบอกว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ ๓ วัน วันแรกจะให้กินยาก่อน ๘ เม็ด เป็นยาที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเด็ก จากนั้นจะฉีดยาเพื่อให้ปากมดลูกขยาย แล้วค่อยทำคลอดแบบสด ของดิฉันท้อง ๔ เดือนแล้วหมอบอกต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด ๘,๕๐๐ บาท ซึ่งต้องนำเงินมาวางทันทีจึงจะดำเนินการให้ ถ้าหาเงินไม่ทัน ปล่อยเกินจากนี้อีก ๕ วัน จะขึ้นราคาเป็น ๙,๐๐๐ บาททันที เราก็บอกว่าตอนนี้ไม่มีเงินเลย หมอไม่พูดอะไรปิดแฟ้มแล้วไล่กลับบ้านไปเลย" นาง ม. กล่าว

ก่อนจบบทสนทนาระหว่างนาง ม. กับ "ร่วมด้วยช่วยกัน" หลังจากที่เธอออกมาจากห้องเชือดย่านคลองตันแบบผิดหวัง เธอยังกล่าวอีกว่า ตอนนี้มึนไปหมดไม่รู้ว่าจะไปหาเงินที่ไหนมาทำแท้ง เพราะลำพังแต่ละวันก็แทบจะไม่มีเงินเหลือไปซื้อนมให้ลูกกินแล้ว และถ้าไปบอกให้สามีรู้ ก็คงจะได้รับคำตอบว่า "ไปเอากับใครมา" รู้คำตอบอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ยังไงก็ต้องเอาออก

"นี่วิ่งหาที่ทำแท้งมาสองวันขาดรายได้ไป ๕๐๐ บาทแล้ว เงินที่เก็บไว้ก็จะหมด ถ้าปล่อยให้เด็กออกมาไม่มีปัญหาเลี้ยงแน่ คงต้องเอาไปทิ้งที่สถานสงเคราะห์"
นี่คือคำพูดสุดท้ายของนาง ม. หญิงสาวที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่กำลังตกอยู่ในภาวะ "จำยอม" กับปัญหาสังคม ก่อนที่เธอจะขอตัวเพื่อไปคิดหาทางหาเงินมาทำแท้งบนรถเมล์ ขสมก. ครีมแดง ราคา ๓.๕๐ บาท ที่เหมาะสำหรับชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ของเธอต่อไป

ตัวเลข ๑๐๐ ศพต่อวันกับรายได้มหาศาล

จากคำบอกเล่าของนาง ม. พร้อมๆ กับเข้าไปสำรวจของทีมงาน "ร่วมด้วยช่วยกัน" ในลานประหารย่านคลองตันดังกล่าว พอที่จะประเมินสถานการณ์ได้ดังนี้ จำนวนคนที่เข้ามายังย่านคลองตันแห่งนี้ ประมาณ ๕๐-๖๐ คนต่อวัน รวมกับที่ถูก "จัดส่ง" มาจากสาขาของบรรดาเครือข่าย ที่คาดกันว่าคือ ศูนย์ปรึกษาปัญหาครอบครัว และสมาคมวางแผนชีวิตที่อยู่กระจายตามพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนับร้อยแห่ง

"จากการสอบถามค่าใช้จ่ายในการทำแท้งเถื่อน ย่านคลองตันแห่งนี้ อายุครรภ์ตั้งแต่เริ่มไม่เกิน ๓ เดือน ค่าใช้จ่ายประมาณ ๒,๐๐๐ บาท จนถึง ๕,๐๐๐ บาท และถ้าเกิน ๓ เดือนขึ้นไปจนถึง ๖ เดือนหรือกว่านั้น ค่าใช้จ่ายจะตกประมาณ ๘,๕๐๐ บาทขึ้นไป ตามแต่กรณี" ทีมงานสำรวจกล่าว

และเมื่อนำตัวเลขค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาคำนวณกับปริมาณผู้ที่เข้ามาทำแท้ง ณ สถานที่แห่งนี้ เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ ๑๐๐ คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ ๕,๐๐๐ บาทแล้ว ทางขบวนการทำแท้งเถื่อนจะมีรายได้ต่อวันประมาณ ๕ แสนบาท หรือ ๑๕ ล้านบาทต่อเดือน และ ๑๘๐ ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นชีวิตต่อชีวิตที่ต้องดับไปก่อนการเกิด ประมาณ ๓.๕ หมื่นคน นี่แค่แหล่งเดียวเท่านั้น...
มหาศาลพอที่จะทำให้ใครต่อใครที่อยู่มีจรรยาบรรณในอาชีพ ต้องสั่นคลอนได้เช่นกัน...

เรื่องราว "ลานประหารมารหัวขน" นี้จะยังไม่จบ ตราบใดที่สังคมยังไร้ทางออกเช่นนี้ เช่นเดียวกันก็จะเป็นโอกาสให้กับเหล่าขบวนการนี้ได้เติบโตเป็นเครือข่ายอันยิ่งใหญ่ดังตัวอย่างที่ได้นำเสนอไป....
*********************
จาก. นสพ.ร่วมด้วยช่วยกัน รายสามวัน ฉบับ วันที่ 17-19พ.ย.2546

จากคุณ : http//www.innnews.co.th - [ 17 พ.ย. 46 17:09:09 A:202.57.139.125 X: ]

 
 

*** Advertisement ***


ความคิดเห็นที่ 1

วิธีการทำแท้งเถื่อนรู้ไว้จะได้ไม่ไปทำ

๑.การทำแท้งแบบขูดมดลูก หมอจะใช้เครื่องมือถ่างปากมดลูกออก เพื่อใส่เครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่ยาวเรียวและแหลมคมเข้าไปในมดลูก ความคมของเครื่องมือนี้จะทำให้เด็กเละเป็นชิ้นๆ หลังจากนั้นหมอก็จะขูดมดลูกซึ่งเป็นการกว้านทำความสะอาดภายใน เพื่อไม่ให้มีชิ้นส่วนของเด็กหลงเหลืออยู่ วิธีนี้เลือดจะออกมาก เสร็จแล้วพยาบาลก็จะพยายามรวบรวมชิ้นส่วน เด็กเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีเศษชิ้นส่วนต่างๆ หลงเหลืออยู่ในมดลูกซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้

๒.การทำแท้งแบบดูดออก เครื่องที่ใช้ดูดเด็กออก จะดูคล้ายๆ เครื่องดูดฝุ่น มีท่อดูดและมีโถรองรับ เสียงจะดังฮึมๆ คล้ายๆ กันอีก แต่เครื่องดูดนั้นมีพลังแรงกว่าเครื่องดูดฝุ่น ๒๙ เท่า วิธีการก็คือหมอจะใส่ท่อหรือสายยางเข้าไปทางปากมดลูก ท่อนี้จะติดอยู่กับตัวเครื่อง เมื่อเปิดเครื่องแล้วพลังดูดอันรุนแรงจะฉีกอวัยะเด็กออกเป็นชิ้นๆ แล้วดูดชิ้นส่วนเหล่านั้นลงในโถอีกที่หนึ่งพร้อมที่จะทิ้งไป

๓.การทำแท้งแบบฉีดน้ำเกลือเข้าท้อง วิธีนี้ใช้กับเด็กโตหน่อยประมาณ ๔ เดือน เพราะจะต้องมีถุงน้ำคร่ำห่อหุ้มตัวเด็กอยู่ น้ำเกลือที่ใช้นี้เรียกว่า เซลายน์ (Saline) ความจริงก็คือน้ำเกลือธรรมดา ซึ่งในเลือดคนเราปกติจะมีปริมาณเกลือถึง ๐.๙% แต่น้ำเกลือชนิดนี้มีปริมาณความเข้มข้นของเกลือถึง ๒๐% ซึ่งเกินกว่าร่างกายคนเราปกติจะรับได้ โดยหมอจะใช้เข็มฉีดยาชนิดหนึ่งที่ยาวมากถึง ๓ นิ้วครึ่ง-๔ นิ้ว หมอจะเอาเข็มผ่านเข้าท้องน้อยคนไข้ไปยังถุงน้ำคร่ำของเด็กเพื่อเอาน้ำออก ๒๐๐ มิลลิลิตร แล้วก็จะฉีดน้ำเกลือจำนวนเท่ากันเข้าไปแทน
น้ำเกลือนี้เป็นเหมือนยาพิษ นอกจากเด็กจะดูดกลืนน้ำเกลือเข้าไปในร่างกายจนก่อให้เกิดการชักอย่างรุนแรงแล้ว ความเค็มของน้ำเกลือเข้มข้นนี้ก็จะกัดร่างกายของเด็กจนเลือดออกซิบๆ ตามตัวแล้วเส้นเลือดแตกในที่สุด และร่างกายก็จะถูก เกลือกัดจนเปื่อยเหมือนถูกน้ำร้อนลวก วิธีนี้โหดเหี้ยมมาก เพราะเป็นการฆ่าเด็กทั้งเป็น เด็กจะดิ้นทุรนทุรายในท้องแม่อย่างทนทุกข์ทรมานแม่ก็จะรับรู้เพราะเกิดอยู่ในท้องเธอเอง
ปกติเด็กจะชักดิ้นชักงอเป็นเวลาชั่วโมงกว่าถึงจะหมดแรงและตายไปในที่สุด ภายใน ๒๔ ชั่วโมงคนไข้ก็จะเริ่มเจ็บท้องและคลอดเด็กที่ตายแล้วออกมา ในบางกรณีเด็กยังไม่ตาย เขาก็จะเอาเด็กไปใส่ภาชนะแล้วทิ้งไว้ให้ตายไปเอง

๔.การทำแท้งแบบล้างท้อง ใช้กับเด็กที่มีอายุประมาณ ๓-
๕ เดือน หมอจะใช้สารชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของสาหร่ายทะเลใส่เข้าไปทางปากมดลูกสารนี้จะทำให้มดลูกเกิดการขยายตัวเพื่อเตรียมพร้อมที่จะคลอด หมอจะใช้คีมที่มีฟันเป็นโลหะแหลมคมใส่เข้าไปทางปากมดลูก ความคมของคีมชนิดนี้จะทำให้เนื้อตัวเด็กแหลกเละเป็นชิ้นๆ จากนั้นหมอจะทำการล้างท้องคนไข้โดยจะดึงอวัยวะชิ้นส่วนเด็กออกให้หมด แต่เนื่องจากเด็กจะมีขนาดหัวที่โตพอสมควรทำให้ดึงออกมาไม่ได้ ดังนั้นเขาก็จะใช้คีมนี้บดหัวเด็กให้แหลกเสียก่อน แล้วค่อยเอาชิ้นส่วนออกมา

๕.การทำแท้งแบบผ่าท้อง วิธีนี้ใช้เมื่อเด็กในครรภ์มีอายุ ๗-๙ เดือนทำเหมือนผ่าท้องทำคลอดทั่วไป หมอจะกรีดตรงท้องน้อยคนไข้แล้วเอาเด็กออก แต่เด็กจะยังมีชีวิตอยู่เพียงแต่หลับเพราะฤทธิ์ยาสลบของแม่ หลังจากนั้นเขาก็จะเอาเด็กใส่ถังแล้วปล่อยให้ตายไปเอง ถ้าไม่ตายก็ช่วยให้ตายเร็วขึ้นโดยเอาผ้าอุดจมูกให้หายใจไม่ออก หรือไม่ก็บีบคอตรงหลอดลม หรือทุบให้ตายไปเลยก็มี

๖.การทำแท้งโดยสารเคมี สารเคมีที่เร่งการทำแท้งนี้ได้รับการค้นคว้าและผลิตโดยบริษัท Upjohn Pharmaceutical (บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่ผลิตยาในสหรัฐอเมริกา) หมอจะฉีดสารเคมีนี้เข้าไปซึ่งจะทำให้เจ็บท้องอย่างรุนแรงแสนสาหัส บางรายถึงกับดิ้นตกเตียงก็มี สารเคมีนี้จะทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับมดลูก ทำให้มดลูกขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว และเร่งเด็กให้คลอด การที่มดลูกบีบรัดตัวอย่างผิดปกตินี่เองทำให้เด็กบางคนออกมา แขนขาหลุดออกจากลำตัว เวลาคลอดเด็กจะทะลักออกมาเลย
บางรายเด็กยังมีชีวิตอยู่ตอนคลอดออกมาแต่ผลกระทบต่อสุขภาพแม่นี่รุนแรงมากและจะมีอาการแทรกซ้อนมากมาย บางคนเสียชีวิตเพราะหัวใจหยุดเต้นขณะหมอกำลังฉีดสารเคมีเข้าร่างกายด้วยซ้ำ น่ากลัวขนาดนี้แล้วใครจะเสี่ยงก็ลองดู...


จากคุณ : http//www.innnews.co.th - [ 17 พ.ย. 46 17:11:12 A:202.57.139.125 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 2

สถิติทำแท้งเถื่อนพุ่งปรี๊ดจนน่ากลัว

ผลจากการศึกษาสถานการณ์การแท้งในประเทศไทย ปี ๒๕๔๒ โดย พ.ญ.สุวรรณา วรคามิน และ นงลักษณ์ บุญไทย กองวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย กรมอนามัย พบว่าในแต่ละปีมีการลักลอบทำแท้งในจำนวนสูงมาก และมีแนวโน้มว่าปัญหานี้จะรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย และยังเป็นช่องทางให้ผู้ให้บริการเกี่ยวกับจำนวนการทำแท้งในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผลการศึกษา เมื่อ ๔ ปีที่แล้วได้จากการเก็บข้อมูลภาคตัดขวาง โดยการรายงานจำนวนหญิงที่เข้ามารักษาภาวะแทรกซ้อนจากการแท้งเอง และทำแท้งในโรงพยาบาลของรัฐ ๗๘๗ แห่ง ตลอดปี ๒๕๔๒ ได้จำนวนตัวอย่างทั้งหมด ๔๕,๙๙๐ ราย ในจำนวนนี้ร้อยละ ๒๘.๕ เป็นการทำแท้ง ซึ่งกลุ่มที่ทำแท้งร้อยละ ๔๖.๘ มีอายุ ๒๔ ปี และต่ำกว่า และร้อยละ ๓๐.๐ เป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี อายุครรภ์เฉลี่ยขณะทำแท้งเท่ากับ ๑๓ สัปดาห์หรือประมาณ ๓ เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงต่ออันตราย
กลุ่มตัวอย่างร้อยละ ๖๐.๒ ทำแท้งเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคม และร้อยละ ๓๙.๘ ทำแท้งเนื่องจากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติของทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์เสียชีวิต มารดามีปัญหาทางสุขภาพ มารดาติดเชื้อเอชไอวีถูกข่มขืน และติดเชื้อหัดเยอรมัน (ร้อยละ ๑๕.๔, ๑๓.๕, ๗.๘, ๒.๒, ๐.๖ และ ๐.๓ ตามลำดับ)
นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาโดยการสัมภาษณ์ผู้ป่วยแท้งด้วย ซึ่งผลจากการเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเดียวกัน ในโรงพยาบาล ๑๓๔ แห่ง จาก ๗๘๗ แห่ง ที่มีจำนวนการทำแท้งสูงสุด โดยใช้เวลาเก็บข้อมูล ๖ เดือน ผลการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ที่มาโรงพยาบาลด้วยภาวะแทรกซ้อน จากการแท้งเอง และทำแท้ง จำนวน ๔,๕๘๘ คน พบว่า ร้อยละ ๔๐.๔ แท้งเนื่องจากการทำแท้ง ในจำนวนนี้ ร้อยละ ๖๕.๗ เป็นการทำแท้งมาจากสถานที่ต่างๆ ก่อนมาโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูล ซึ่งผู้ให้บริการส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ ร้อยละ ๒๒.๔ เป็นการทำแท้งในโรงพยาบาล ที่เก็บข้อมูลโดยสูติแพทย์ และแพทย์ทั่วไปที่เหลืออีกร้อยละ ๑๑.๙ พยายามทำแท้งให้ตัวเองด้วยวิธีต่างๆ
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของผู้ที่ทำแท้ง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง พบว่าในกลุ่มที่ทำแท้งนอกโรงพยาบาล ร้อยละ ๖๑.๓ เป็นผู้ที่มีอายุ ๒๔ ปี และต่ำกว่า และร้อยละ ๒๙.๙ เป็นวัยรุ่นอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ร้อยละ ๒๔.๗ ของผู้ที่ทำแท้ง มีสถานภาพเป็นนักเรียน นักศึกษา ร้อยละ ๔๑.๘ ทำแท้งขณะอายุครรภ์มากกว่า ๑๒ สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมด (ร้อยละ ๙๑.๒) ตัดสินใจในการทำแท้งครั้งนี้ ด้วยตนเอง ส่วนเหตุผลที่ผู้หญิงเหล่านี้ ตัดสินใจทำแท้ง ประกอบด้วยหลายปัจจัย และแตกต่างกันไป กล่าวคือ มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคม วางแผนครอบครัว หรือเว้นระยะการมีบุตรไม่เหมาะสม ยังเรียนไม่จบ มีปัญหาครอบครัว และตั้งครรภ์ เนื่องจากคุมกำเนิกล้มเหลว (ร้อยละ ๕๖.๘, ๓๖.๒, ๓๔.๔, ๒๖.๘, ๒๐.๘ และ ๑๕.๖ ตามลำดับ)
ซึ่งจากการอ้างอิงถึงตัวเลขประมาณการจำนวนการทำแท้งทั้งประเทศ เมื่อปี ๒๕๓๔ พบว่ามีมากถึง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ครั้ง และจากตัวเลขดังกล่าว เมื่อเทียบกับอัตราการทำแท้งที่สูงขึ้นทุกปีตั้งแต่ ปี ๒๕๒๖ พบ ๒๒,๕๙๙ ราย ปี ๒๕๓๙ พบ ๕๖,๓๖๙ ราย โดยตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ที่ทำแท้งและเข้ารับการรักษาอาการแทรกซ้อนในโรงพยาบาลเท่านั้น ซึ่งผู้สำรวจได้ประมาณการไว้ว่าเป็นเพียงแค่ร้อยละ ๒๕ ของผู้ทำแท้งทั้งหมดเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อคำนวณคร่าวๆ จากผลการศึกษาเดิม และจากการลงพื้นที่เพื่อสัมเกตการณ์และสัมภาษณ์ผู้ที่เคยทำแท้งของผู้สื่อข่าว จึงเป็นไปได้ว่าในปัจจุบันน่าจะมีจำนวนการทำแท้งไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ครั้ง ต่อปีเลยทีเดียว !!
..................................... cry


จากคุณ : http//www.innnews.co.th - [ 17 พ.ย. 46 17:14:07 A:202.57.139.125 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 3

เฮ้อ.......ไม่จบไม่สิ้นซะที

จากคุณ : โดราเดม่อน (โดราเดม่อน) - [ 17 พ.ย. 46 20:53:53 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 4

ไงล่ะ คุณ โดราเดม่อน ยังจะไปสนับสนุนการทำแท้งเสรีอีกเหรอ ระวังหน่อยน่ะ สนับสนุนให้คนฆ่าลูกตัวเองหน่ะ



กรรมมันแรง


จากคุณ : หึหึหึ - [ 18 พ.ย. 46 11:56:24 A:203.170.191.1 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 5

โอ้ยยยย.........(เสียงครวนครางของ “ขวานผ่าซาก”)
ขณะนี้ทรุดลงไปนั่งกุม ก-ป จุกท้องหน้าเขียวหมดแรงpostอยู่กับพื้น
เนื่องจากถูก คห#1 ชกใต้เข็มขัด เสนอให้ทำแท้งไม่เกิน3เดือน พี่ท่านดันpostมาหมด
อธิบายละเอียดลออเห็นภาพพจน์สุดสยอง คนใจอ่อนเป็นลมสลบshockไปตามๆกัน เอิ๊กกกก
แถมถูกกรรมการตัดคะแนนโทษฐานยืนแอ่นให้ชกแต่โดยดี
ทำเหมือนหนังสือจีน ซือเฮียสู้ไม่ได้ ไปตามซือบ้อ ซือเจ้ก ซือแป๋ ซือแปะ ซือโจ้วเก่าแก่มาสู้ต่อเป็นทอดๆไป
มารหัวขนนี่เรื่องเก่าหลายปีดีดัก แต่ป็นความจริงของสังคมแฮะ exclaim


จากคุณ : ขวานผ่าซาก - [ 18 พ.ย. 46 17:15:49 A:202.133.132.118 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 6

การทำแท้งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม
ยอมทำลายก้อนเลือดในครรภ์ (ยิ่งมากเดือนยิ่งเจ็บปวดทั้งกายและใจ)
ไม่ปล่อยให้เด็กที่ตนไม่สามารถรับผิดชอบ เกิดมาเป็นภาระแก่ผู้อื่น เป็นปัญหาของสังคม

mad จะอำมหิตโหดหินทมิฬชาติสักเพียงใดก็ไม่เท่าการฆ่าเด็กหลังคลอด mad

ท้อง 1 เดือนเสียเลือดประมาณ10cc. + เศษเนื้อประมาณปลายนิ้วก้อย (cyt…..)
ท้อง 2 เดือนเสียเลือดประมาณ50cc.+ เศษเนื้อประมาณนิ้วก้อยลักษณะเหมือนกระเพาะปลา

ถ้าตัดสินใจช้าจะยิ่งอำมหิตโหดเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆทรมานจิตใจทั้งคนทำและคนถูกทำ
mad ค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึง แพงขึ้นเรื่อยๆยิ่งผิดกฎหมายยิ่งแพง mad

ช่วยแก้ต้นเหตุเร็วๆหน่อยซิครับ ปลายเหตุจะรับไม่ไหวอยู่แล้ว การด่าจะแก้ปัญหาอะไรได้
แต่ถ้าอ่านแล้วอึดอัดทนไม่ไหวก็ด่าเถอะถ้ารู้สึกดีขึ้น ด่าเข้าไป ด่าด่าด่า สังคมระย – สั.........


จากคุณ : ขวานผ่าซาก - [ 18 พ.ย. 46 17:16:51 A:202.133.132.118 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 7

ไม่สนับสนุนให้ใครฆ่าใคร จะฆ่าหรือไม่ฆ่าไม่เกี่ยวกับผม
เปิดโอกาสให้เขาตัดสินใจเอง


จากคุณ : ขวานผ่าซาก - [ 18 พ.ย. 46 18:22:29 A:202.133.132.118 X: ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 8

กรรมรึ.........ฮุ ฮุ ฮุ คงไม่แรงน้อยกว่าฝ่ายที่บีบให้ผู้หญฺง 1 คนต้องเดินเข้าลานประหารทางสัมคม เด็กอีก 1 คนต้องเติบดตมาอย่างยากแค้น พูดง่ายๆ คือ ชอบเห็นคนอื่นต้องตกระกำลำบากหรอก
ยืมคำพูดของ คุณขวานผ่าซาก "เปิดโอกาสให้เขาตัดสินใจเอง" อยากแท้งก็แท้ง ถ้าจะเก็บไว้ก็เรื่องของเธอไม่ได้คิดบีบคั้นใคร ให้เลือกในสิ่งที่ไม่อยากทำ แบบฝ่ายที่ศีลธรรมช่างสูงส่ง ไม่รู้ฝ่ายไหนจะจิตใจประเสริฐกว่ากันแน่


ปล. ว่าจะไม่ยุ่งแล้วนะ แต่ฝ่ายคัดแค้นตามล้างไม่เลิก ก็ขอซักทีเหอะ


จากคุณ : โดราเดม่อน (โดราเดม่อน) - [ 18 พ.ย. 46 21:09:09 ]
 
 

ความคิดเห็นที่ 9

smilesmilesmile

จากคุณ : //smile - [ 20 พ.ย. 46 10:03:34 A:203.144.143.250 X:203.118.85.17 ]
 
 



กระทู้ยอดนิยม

คลิกเพื่ออ่านกติกามารยาท
คลิกเพื่ออ่านHelp & FAQ
ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่
ความคิดเห็น : คลิกที่นี่เพื่อใช้งาน icon
ชื่อ / e-mail : ตรวจสอบสถานะของ member ที่นี่
ไฟล์ประกอบ : ( gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf )
 
PANTIP Toys